ข่าวผู้บริโภค
นที ส่งร่างใหม่ ไอเอ็ม 3จี รอบอร์ดเคาะราคาเสาร์นี้
บอร์ด กทช.นัดประชุมวาระพิเศษ 3ก.ค.นี้รับร่างไอเอ็มใหม่ที่คณะทำงานเสนอเปลี่ยน3หัวข้อหลัก ตั้งราคาไลเซ่นใหม่ วิธี N-1 พร้อมยืดเวลาเข้าตลาดฯ
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และประธานคณะทำงาน 3 จีคลื่นความถี่ 2100 กิกะเฮิรตซ์ กล่าวว่า วันที่ 3 ก.ค. 2553 คณะกรรมการ (บอร์ด) กทช.จะมีลงมติเห็นชอบร่าง เรื่องหลักเกณฑ์ และวิธีการอนุญาตให้ใช้ความถี่ เพื่อประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT 3 จี 2100 (ไอเอ็ม) ที่คณะทำงาน 3 จีเสนอไปใหม่ ซึ่งเปลี่ยนแปลง 3 ประเด็นหลัก หลังจากเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.
ประเด็นที่เปลี่ยนแปลงจากร่างเดิมคือ ราคาเริ่มต้นการประมูล (Reserve Price) ที่ 1 หมื่นล้านบาท เป็น 1.28 หมื่นล้านบาท เต็ม 100% ของมูลค่าคลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์ วิธีการนำจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์ลบหนึ่ง (N-1) และการเลื่อนเวลาเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จาก 3 เป็น 5 ปี เหตุมีเอกชน และนักวิชาการแสดงความอย่างหลากหลาย กทช.จึงนำมาประกอบการตัดสินและพิจารณาใหม่
"วันประชาพิจารณ์มีนักวิชาการแสดงความเห็นที่ดี เกี่ยวกับการโอนคลื่นจาก 2จีมายัง 3จี จึงควรคิดค่าไลเซ่นที่มูลค่าเต็มจะเหมาะสมกว่า"
ส่วนวิธีการ N-1 ยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนราคาใบอนุญาตใบสุดท้าย ไม่ต้องเข้ากระบวนการ N-1 แต่ประมูลกันได้เลย โดยกำหนดราคาเริ่มต้น ที่ราคาสุดท้ายของใบอนุญาตใบที่ 2 ตัวอย่าง หากมีผู้ผ่านคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องต้น (PQ) 4 รายได้ใบอนุญาต 3 ใบไม่มีปัญหา แต่หากผ่านเกณฑ์ 3 ราย จะได้ใบอนุญาต 2 ใบเท่านั้น สุดท้ายที่เหลือจะเปิดให้ประมูลกันทันที แต่ราคาเริ่มต้นจะใช้ราคาสุดท้ายที่ประมูลได้จากใบที่ 2
สำหรับระยะเวลาการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น ร่างไอเอ็มกำหนดว่า ผู้ที่มีสิทธิเสนอราคาประมูลไลเซ่นจะต้องเป็นบริษัทจำกัด และจะต้องเข้ากระจายหุ้นภายในระยะเวลา 3 ปี แต่มีเอกชนบางรายเสนอตัวอาจจะเป็นเวลาที่รวบรัดเกินไป กทช.จึงอนุโลมให้ผ่อนผันได้รายละ 2 ครั้งๆ ละ 1 ปี สรุปคือต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯภายในระยะเวลา 5 ปี
“วันเสาร์นี้ (3 ก.ค.) เชื่อว่า กทช.จะพิจารณาอนุมัติร่างไอเอ็ม ตามที่คณะทำงานได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งหลังจากผ่านแล้ว จะนำเข้าเว็บไซต์ของสำนักงาน กทช.ทันที โดยจะเผยแพร่ในเว็บ 14 วัน จากนั้นจะประกาศลงในราชกิจจานุเษกษาได้”
พ.อ.นที กล่าวอีกว่า ร่างไอเอ็มใหม่ที่เสนอ จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บริการ 3 จีด้วย โดยจะระบุให้เอกชนผู้ที่ได้รับใบอนุญาตเสนอแผนดำเนินงาน ว่าจะปฏิบัติอย่างไรในการโอนย้านลูกค้าจากระบบ 2 จีไปยัง 3 จี และจะให้บริการในคลื่นความถี่ที่ได้รับสัมปทานเดิม หรือจากใบอนุญาตใหม่
อย่างไรก็ตาม แนวทางของ กทช. ในอนาคตจะกำหนดให้ผู้ให้บริการ 3 จีครอบครองคลื่นไม่เกิน 30 เมกะเฮิรตซ์ คือ จากใบอนุญาตใหม่ 2100 จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ และจากสัญญาสัมปทานเดิมไม่เกิน 15 เมกะเฮิรตซ์
นอกจากนี้ พ.อ.นที ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เดินทางมาพบเพื่อชี้แจงว่า ราคาเริ่มต้นการประมูล 12,800 ล้านบาท ถือว่าสูงเกินไป ราคาที่เหมาะสมน่าจะอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ตามที่กทช.เดิมกำหนดไว้ แต่ กทช. ให้เหตุผลไปว่า ราคาเริ่มต้นนั้นคำนาณจากมูลค่าคลื่นตามจริง
ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า กรณีแผนการปรับเพิ่มราคาใบอนุญาต 3จีของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จากเดิม 1 หมื่นล้านบาทเป็น 1.28 หมื่นล้านบาทนั้น บริษัทยังไม่เห็นร่างสนเทศ (ไอเอ็ม) สุดท้ายว่ามีรายละเอียดอย่างไร แต่สำหรับเอไอเอสยังคงนโยบายเดิมคือ ต้องเข้าร่วมประมูลอยู่แล้วไม่ว่าจะกำหนดราคาเท่าใด เพราะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกับผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่นๆ
อย่างไรก็ตามเขาให้ความเห็นว่า หากราคาถูกก็จะเป็นผลดีมากกว่า เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนดี และไม่มีข้ออ้างในการคิดค่าบริการกับผู้บริโภคว่าเป็นเพราะต้นทุนสูง
ปัจจุบันเอไอเอสยังคงตัวเลขเงินลงทุนโครงข่าย 3จีบนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ที่ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปีภายใน 3 ปี ซึ่งบริษัทยังไม่สามารถการันตีได้ว่างบดังกล่าวจะสามารถสร้างโครงข่ายได้ครอบคลุม 80% หรือตามข้อกำหนดของกทช.หรือไม่
แต่ทั้งนี้บริษัทอาจพิจารณาปรับเพิ่มเงินลงทุนเพื่อให้โครงข่ายครอบคลุมมากขึ้น ส่วนจะเป็นเท่าใดนั้นต้องขอรอดูร่าง ไอเอ็มสุดท้ายจากกทช.ก่อน
“ผมไม่มีคอมเมนท์เรื่องราคา เพราะอย่างไรก็ต้องอยู่ใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน แต่ถ้าเมื่อไรประกาศลงในราชกิจจาฯ ผมเห็นก็คงต้องเชื่อ แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการประกาศออกมาชัดเจน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ส่วนเรื่องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เราก็ชัดเจนมาตลอดทั้งเรื่องโมเดล N-1 ที่ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน เพราะทำให้การแข่งขันไม่เท่าเทียม เสียทั้งเวลา และงบประมาณ อายุสัญญาสัมปทาน 15 ปีก็สั้นไป แต่ก็เข้าใจ กทช.ว่าถ้าไม่ประมูล ความโปร่งใสก็เกิดลำบาก” นายวิเชียรกล่าว
พร้อมแสดงความกังวลว่า ในส่วนข้อกำหนด กทช.ที่ระบุให้เอกชนต้องสร้างโครงข่ายเพื่อสำหรับผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอด้วย 40% ซึ่งอาจไม่สามารถทำได้ทันเวลา เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกันบริษัทก็จะต้องเร่งสร้างโครงข่ายเพื่อรองรับลูกค้า 3จีของตัวเองอยู่แล้ว
ขณะที่ตัวเลขดังกล่าวก็เป็นสัดส่วนที่สูงเกินไปมาก และยังไม่เคยเห็นผู้ให้บริการ 3จีในประเทศใดทำกัน
“40% สำหรับเอ็มวีเอ็นโอสูงไปมาก เพราะทำรองรับลูกค้าเราเองก็ยังไม่ไหวเลย และเราก็ห้ามไม่ให้ลูกค้าเข้ามาใช้ 3จีไม่ได้ ซึ่งจริงๆแล้ว Capacity ที่เหลือปกติแล้วผู้ให้บริการก็จะเอาออกมาขายเองอยู่แล้ว ดูอย่างสิงคโปร์ก็ไม่ทำ เพราะทำแล้วไม่เวิร์ก ซึ่งเราก็ส่งหนังสือแจ้ง กทช.ไปแล้ว แต่จะตอบกลับอย่างไรนั้นไม่รู้ แต่ที่เป็นได้ดีที่สุดก็คือ ไม่ต้องกำหนดเลย หรือกำหนดให้น้อยลง แต่ไม่ถึง 40%” นายวิเชียรกล่าว
พร้อมระบุถึงความคืบหน้าการทำระบบเคลียริ่ง เฮาส์รองรับการให้บริการเบอร์เดิมทุกระบบ (Number Portability) ซึ่งปัจจุบันคาดว่าดีเลย์จากแผนเดิมราว 1-3 เดือน เนื่องจากการทดสอบระบบล่าช้าออกไป จากการเลื่อนส่งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2553
Relate topics
- สสจ.ภูเก็ตเตือนกินยาล้างไตอำพรางสารเสพติดเสี่ยงทำไตวาย
- เครือข่ายสุขภาพส่งจดหมายเปิดผนึกถามนายกฯจัดตั้ง “เมดิคัลฮับ” ตามมหาวิทยาลัยแพทย์ของรัฐ ดูผลกระทบที่จะเกิดกับคนไทยหรือยัง ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย
- บอร์ด สปสช.ไม่ชัด ร่วมจ่าย 30 บาทบอร์ด สปสช.ไม่ชัด ร่วมจ่าย 30 บาท
- เครือข่ายกลุ่มรักหลักประกันสุขภาพภาคตะวันตกสาปเผาแช่งขบวนการล้ม สปสช.
- นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขลอนดอน แนะไทยต้องทำ 3 ระบบเท่าเทียมกัน



สภาผู้บริโภคจังหวัดสงขลา 1-0-12-54