บทความ
สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ "3G-ทุนฝรั่งและวาทกรรมชาตินิยม"
อาจกล่าวได้ว่าเป็นผู้สันทัดกรณีในวงการโทรคมนาคมไทยในสายวิชาการ สำหรับ "ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์" รองประธาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ล่าสุดได้ออกมาเสนอข้อคิดเห็นต่อนโยบายและกฎระเบียบของรัฐต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในหลายแง่มุม ทั้งที่เกี่ยวกับการประมูลใบอนุญาต 3G, ร่างประกาศข้อห้ามการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว, หลักเกณฑ์การให้บริการทั่วถึง (USO), ร่างประกาศการให้ใบอนุญาต BWA หรือไวแมกซ์ รวมถึงแผน K2 ของรัฐบาล
ที่เรียกเสียงฮือฮาและเข้ากระแสอย่างยิ่ง เป็นการมองต่างมุมต่อการเปิดเสรีบริการโทรคมนาคม โดยเสนอว่าให้แก้กฎหมายเปิดเสรีให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ถึง 100% เพราะเชื่อว่าบริการคุณภาพดีราคาถูกไม่เกี่ยวกับสัญชาติของผู้ประกอบการ แต่การส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันเท่านั้น จึงจะทำให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์
"ผมไม่เชื่อเรื่องความมั่นคงกับสัญชาติ ไม่เคยเห็นด้วยกับกรณีที่รัฐบาลจะไปซื้อไทยคม กรณีของไทยคมมีความมั่นคงขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อต่างชาติเป็นเจ้าของ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเป็นห่วงว่าต่างชาติจะละเมิด กม.ความมั่นคง ตรงกันข้าม ต่างประเทศจะมีความเกรงใจ ต่างจากนักลงทุนไทยที่มักใช้ธุรกิจเข้ามาเกี่ยวกับการเมือง และ ไม่เคยปรากฏหลักฐานในเชิงวิชาการใด ๆ ที่ระบุว่าทุนไทยใจดีกว่าต่างชาติ นโยบายคุ้มครองนายทุน คือนโยบายเอาเปรียบ ผู้บริโภค นายทุนบางครั้งใช้โอกาสจากการปลุกกระแสชาตินิยม"
พร้อมทั้งหยิบยกคำพูดของ ดร.อัมมาร สยามวาลา อดีตประธาน "ทีดีอาร์ไอ" ที่บอกว่า "เมื่อใดที่นายทุนไทยพูดเรื่องความรักชาติ ให้ท่านจับกระเป๋าสตางค์ไว้ ดี ๆ" และว่า เรื่องชาตินิยมเป็นเรื่องผลประโยชน์ทั้งสิ้น
"ดร.สมเกียรติ" กล่าวถึงสภาพตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยรวมว่า ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์สูงสุดจากตลาดที่มีการแข่งขัน จึงควรเปิดเสรีให้ผู้ประกอบการรายใหม่มีโอกาสเข้าสู่ตลาด ถ้ามีคลื่นจำกัด เช่น 3G วิธีทำให้เกิดการแข่งขัน
คือส่งเสริมให้มีการแข่งขันข้ามบริการ อย่างบริการไวแมกซ์ เป็นเทคโนโลยีที่มาแข่งกับ 3G หลักเกณฑ์จึงควรมีความชัดเจน เช่น ขอไลเซนส์ 3G แล้วขอไวแมกซ์ได้ไหม หรือถ้าจะมีไลเซนส์ไวแม็กซ์ 5 ใบ กันไว้ 3 ใบ สำหรับรายใหม่ได้ไหม เป็นต้น ทั้งนี้ กฎกติกาการแข่งขันต้องมีความเสมอภาค และเอื้อต่อการเกิดขึ้นของรายใหม่ เช่น กฎการเชื่อมต่อโครงข่าย, บริการคงสิทธิเลขหมาย (Number Portability)
"การนำร่างครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวออกมาในจังหวะที่จะมีการประมูล 3G เป็นการส่งสัญญาณผิดพลาด ทำให้การโรดโชว์ของ กทช.หมดความหมาย ทั้งในช่วงสัปดาห์สุดท้าย ไปบอกนักลงทุนก่อน 3-5 วัน ให้นำเงินมาประมูล 3-4 หมื่นล้าน ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย สาเหตุที่มีคนมาประมูลน้อย เพราะร่างครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว และจะเป็นปัญหากับการประมูลในรอบต่อไปด้วย กฎนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ต่อสาธารณะ หรือต่อการแข่งขัน และไม่สอดคล้องกับความต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ"
เป็นการจำกัดการลงทุนจากต่างประเทศ ทำให้การแข่งขันน้อย และไม่สอดคล้องกับกฎกติกาของประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ พร้อมกับยกตัวอย่างว่า ในกลุ่มประเทศ OECD เช่น ออสเตรีย, เบลเยียม, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์ และฝรั่งเศส ไม่มี ข้อจำกัดการถือหุ้นของต่างด้าว แต่มีในแคนาดาให้ถือหุ้น และมีกรรมการต่างชาติไม่เกิน 20% ในญี่ปุ่นต้องไม่ถือหุ้นใน NTT เกิน 1 ใน 3 และกรรมการต้องไม่เป็น ต่างชาติ หรือในเกาหลีใต้ให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% เป็นต้น
นอกจากนี้ กฎในข้อห้ามการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวยังไม่เอื้อต่อการเป็นบรรษัทภิบาลที่ดี และหากดู กม.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 จะเห็นว่าไม่ได้เขียนให้ กทช.ออกกฎเกณฑ์กำกับเพิ่มเติม แต่ใช้คำว่า "อาจ" ซึ่งการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการกำกับดูแล ต้องมีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ดังนั้น ตนจึงเห็นว่า รัฐบาลควรเร่งแก้ กม.การประกอบกิจการโทรคมนาคม เพื่อเปิดเสรีโดยเร็วที่สุด
"ในระหว่างที่ กม.ใหม่ยังไม่ออก กทช. ควรประกาศว่าจะไม่นำเอาประกาศข้อห้ามการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าวมาใช้ หรืออย่างน้อยต้องไม่ใช้ย้อนหลัง ถ้าเป็นห่วงเรื่องความมั่นคง ก็ใส่เป็นข้อยกเว้นได้ การเปิดเสรีให้มีผู้แข่งขันมากขึ้น มีเงื่อนไขเอื้อที่สุด จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค ไม่ใช่สงวนผลประโยชน์ผู้บริโภค โดยอ้างเรื่องความมั่นคง ผมไม่คิดว่าโอเปอเรเตอร์ที่เป็นบริษัทไทยจะอยากให้มีกฎควบคุมต่างชาติจริง ๆ แต่เป็นการพูดในจังหวะเวลาที่เขาต้องการมากกว่า เพราะพอได้ใบอนุญาตแล้ว เขาก็น่าจะอยากหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติเข้ามา"
"ดร.สมเกียรติ" กล่าวถึงการประมูลใบอนุญาต 3G รอบแรก จำนวน 2 ใบว่า น่าจะได้ค่าประมูลไม่สูงกว่าราคาตั้งต้นที่ 12,800 ล้านบาทมาก โดยปัจจัยลบมาจากระยะเวลาการออกใบอนุญาตรอบ 2 ที่ กทช.ประกาศว่าภายใน 90 วัน ตนมองว่าสั้นไป ควรยืดกระบวนการออกเป็นปี เพื่อให้เกิดความแตกต่างระหว่างรอบแรกกับรอบ 2 ทั้งยังมีความเสี่ยงจากกฎเรื่องผู้ประกอบการต่างด้าว ขณะที่ปัจจัยบวกมาจากความไม่แน่นอนของการออกใบอนุญาตที่เหลือจาก กม.กสทช.ฉบับใหม่ และการ หมดวาระของ กทช.ที่เหลือ
สำหรับแนวความคิดในการยกเลิก สัมปทานเป็นไลเซนส์ หรือแผน K2 ดร.สมเกียรติมองว่า แนวความคิดดังกล่าวมีความเป็นไปได้ทางการเงิน แต่มีปัญหาข้อกฎหมาย และมีความซับซ้อนสูง จึงมีโอกาสสำเร็จยาก แต่แนวคิดบางอย่างในแผนโดยรวม มีประโยชน์ ช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อนได้ จึงควรนำมาดำเนินการต่อ เช่น ให้ กสทฯและทีโอทีเจรจากับผู้ประกอบการ เพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
ดร.สมเกียรติกล่าวถึงหลักเกณฑ์บริการทั่วถึงของ กทช.ด้วยว่า ไม่มีความชัดเจน และไม่เห็นด้วยกับแนวคิดในการให้ผู้รับใบอนุญาต 3G ทำบริการไวร์เลสบรอดแบนด์ รายละ 1.5 หมื่นโรงเรียนภายใน 5 ปี เพราะจะรู้ได้อย่างไรว่า 1.5 หมื่นแห่งเป็นวิธีที่เหมาะสม ทำให้รายเล็กเสียเปรียบ รายใหญ่ และไม่สอดคล้องกับคำแนะนำของธนาคารโลก และขัดกับ กม.กสทช.ด้วย
"กทช.ควรมีแผนออกมาก่อนขยายไปทำเรื่องบรอดแบนด์ ไม่มีแผนแล้วมาบอกว่าจะไปกี่โรงเรียน มีการประมาณการค่าใช้จ่ายไหมว่า 1.5 หมื่นแห่งมากหรือน้อยกว่า 4% ที่ทีโอที-กสทฯจ่ายอยู่ กม.กสทช.กำลังจะออกมา สิ่งที่ กทช.ทำไว้ เป็นแผน 5 ปี ถามว่า กสทช.จะไปจัดการได้ไหม ทั้งยังไม่เป็นกลางทางเทคโนโลยีและการแข่งขันระหว่างรายเล็กกับรายใหญ่ สิ่งที่ กทช.ควรทำ คือกำหนดเงื่อนไขในการให้บริการทั่วถึง เอื้อต่อการแข่งขัน โดยให้เป็นไปตาม กม.ใหม่โดยเร็วที่สุด"
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2553



สภาผู้บริโภคจังหวัดสงขลา 1-0-12-54