ข่าวผู้บริโภค
"บัตรทอง" ยันไม่ลดงบฯค่ารายหัว
สปสช. ยันไม่ลดค่ารายหัวรักษาพยาบาล แม้ สปส.จะขยายสิทธิ์รักษาพยาบาลไปยังสามีภรรยาและบุตรผู้ประกันตน จะทำให้ผู้ถือบัตรทองลดลง อ้างคนถือบัตรทองเหลือแต่คนแก่ แต่มีค่ารักษาพยาบาลสูงกว่าคนหนุ่มสาว 3 เท่า
นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงกรณีที่ทางสำนักงานหลักประกันสังคม (สปส.) เตรียมขยายสิทธิการรักษาพยาบาลของผู้ประกันตนไปยังคู่ผู้สมรสและบุตร ว่า การขยายสิทธิ์ดังกล่าวไม่น่าเป็นปัญหา และคงไม่ส่งผลกระทบต่อกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพียงแต่อาจต้องมีการปรับจำนวนผู้มีสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาการเปลี่ยนย้ายสิทธิ์ก็มีการเคลื่อนย้ายปรับเปลี่ยนโดยตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ครั้งนี้หากมีการขยายสิทธิ์จริงก็จะเป็นการย้ายจำนวนผู้มีสิทธิ์ครั้งใหญ่ อีกทั้งยังเป็นการดึงเอาผู้มีสิทธิ์ที่เป็นกลุ่มเด็กและวัยทำงานที่มีอัตราการป่วยน้อยออกไป คงไว้แต่กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งนอกจากมีอัตราการใช้บริการมากแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสูงกว่าวัยอื่นถึง 3 เท่า
นพ.วินัยกล่าวว่า แม้ว่าเมื่อ สปส.ขยายสิทธิการรักษาพยาบาลไปยังคู่สมรสและบุตรจะทำให้จำนวนผู้มีสิทธิ์ในระบบบัตรทองลดลง แต่คงไม่สามารถปรับลดค่าใช้จ่ายรายหัวในระบบบัตรทองลงจากจำนวนงบประมาณปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 2,432 บาทลงได้ แต่ในตรงข้ามควรมีการปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราค่ารักษาดังกล่าวเป็นการเฉลี่ยค่ารักษาระหว่างกลุ่มที่ป่วยบ่อยและไม่ป่วย ซึ่งหากกองทุน สปสช.เหลือเพียงเฉพาะผู้สูงอายุประมาณว่ามีจำนวน 9-10% หรือ 5 ล้านคน ที่อยู่ในระบบปัจจุบันก็จะทำให้ค่าเฉลี่ยในการรักษาต่อหัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการคำนวณค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ ขณะนี้อยู่ที่ 8,000 บาทต่อคนต่อปี ขณะที่คนหนุ่มสาวและวัยทำงานอยู่ที่แค่ 700 บาทต่อคนต่อปี เพราะบางคนแทบไม่เคยใช้บริการรักษาพยาบาลเลย
นพ.วินัยกล่าวต่อว่า ทาง สปส.ต้องกำหนดหลักเกณฑ์การนับจำนวนที่เป็นคู่สมรสและบุตรที่ชัดเจน เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนมากที่อยู่กินเป็นสามีภรรยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือว่าจะนับเฉพาะข้อมูลที่เป็นการจดทะเบียนในระบบของกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขคู่สมรสและบุตรที่อยู่ในระบบข้อมูล สปสช.ที่ต้องโอนไปนั้น คาดว่าจะมีจำนวนกว่า 3 ล้านคน
การขยายผู้มีสิทธิ์ในระบบ สปส. หากจะทำก็ทำได้เลย ไม่ยาก เพียงแต่ต้องมีการจัดทำระบบข้อมูลที่ชัดเจนก่อน โดยเฉพาะจำนวนคู่สมรสและบุตร ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมร่วมกันของ 3 กองทุนในระบบหลักประกันสุขภาพ คือ สปสช. สปส. และกองทุนข้าราชการและสวัสดิการสังคม ซึ่งคงจะมีการหารือในเรื่องนี้ด้วย เลขาธิการ สปสช. กล่าว
นพ.วินัยกล่าวต่อว่า นอกจากนี้สิ่งที่ สปส.ต้องคำนึงคือ ความทั่วถึงของหน่วยพยาบาลในการเข้าถึงระบบบริการ เนื่องจากระบบ สปส.เป็นระบบที่จัดขึ้นเพื่อรองรับคนเมือง แต่หากเพิ่มสิทธิ์คู่สมรสและบุตรด้วยแล้ว ในความเป็นจริงมีจำนวนไม่น้อยที่ผู้ประกันตนเองเข้ามาทำงานในเมือง โดยที่คู่สมรสและบุตรอยู่ในต่างจังหวัด ทำให้การรับบริการตามสิทธิ์ สปส.อาจไม่ทั่วถึง ดังนั้นหากขยายสิทธิ์จริงจะต้องมี
ที่มา:ไทยโพสต์ http://www.thaipost.net/news/180809/9407
Relate topics
- สสจ.ภูเก็ตเตือนกินยาล้างไตอำพรางสารเสพติดเสี่ยงทำไตวาย
- เครือข่ายสุขภาพส่งจดหมายเปิดผนึกถามนายกฯจัดตั้ง “เมดิคัลฮับ” ตามมหาวิทยาลัยแพทย์ของรัฐ ดูผลกระทบที่จะเกิดกับคนไทยหรือยัง ชี้ได้ไม่คุ้มเสีย
- บอร์ด สปสช.ไม่ชัด ร่วมจ่าย 30 บาทบอร์ด สปสช.ไม่ชัด ร่วมจ่าย 30 บาท
- เครือข่ายกลุ่มรักหลักประกันสุขภาพภาคตะวันตกสาปเผาแช่งขบวนการล้ม สปสช.
- นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขลอนดอน แนะไทยต้องทำ 3 ระบบเท่าเทียมกัน


สภาผู้บริโภคจังหวัดสงขลา 1-0-12-54