สมาคมผู้บริโภคสงขลา

ข่าวผู้บริโภค

แพทย์ชนบทโวยการเมืองแทรก!ระบบสุขภาพไทยป่วน-ลุกฮือจี้รัฐปฏิรูป

by khaohom @January,21 2012 09.33 ( IP : 118...148 ) | Tags : ข่าวผู้บริโภค
photo  , 437x417 pixel , 83,128 bytes.

หวั่นระบบสุขภาพไทยล่ม แพทย์ชุมชนชี้ทางออกต้องจัดระบบประกันสุขภาพเป็นระบบเดียว พื้นฐานเท่าเทียม ฟรีทุกกลุ่ม แต่แตกต่างที่รายละเอียด นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข สปสช.ชี้ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องดูแลการปฏิรูประบบสุขภาพ ด้านประธานชมรมแพทย์ชนบท จวกระบบหลักประกันสุขภาพถูกกลุ่มการเมืองแทรกแซงเละ หากนายกฯ ไม่ลงมาดูแล เท่ากับพรรคเพื่อไทยไม่จริงใจกับการดูแลสุขภาพประชาชน และหวังเพียงเก็บฐานเสียง 47 ล้านคนจากระบบหลักประกัน
      สิทธิการรักษาขั้นพื้นฐานของสังคมไทยถือว่ามีการพัฒนาทางระบบสาธารณสุขอย่างดีมากขึ้น จากการพัฒนาระบบปัญหาสุขภาพโดยรัฐซึ่งแบ่งเป็น 3 ระบบ 1.ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ บัตรทอง ดูแลโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ครอบคลุมประชากร 47 ล้านคน 2.ระบบประกันสังคม ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ครอบคลุมประชากร 10.5 ล้านคน และ 3.ระบบสวัสดิการข้าราชการ ครอบคลุมข้าราชการประมาณ 5 ล้านคน
      หมอชุมชนหวั่นระบบสุขภาพไทยล่ม
      เมื่อย้อนกลับไปในช่วงของการจัดตั้งระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ในช่วงปี 2545 ถือว่าเป็นแนวนโยบายด้านสาธารณสุขที่ประชาชนส่วนใหญ่กว่า 42 ล้านคนพึงพอใจอย่างมากกับโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มาสู่ยุค “รักษาฟรี” ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และกลับมาสู่การรักษา 30 บาทพร้อมเพิ่มคุณภาพให้มากขึ้นในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
      อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาอย่างมากมายก็คือ ปัญหาภาระหนี้สะสมจากนโยบายด้านสุขภาพที่สะสมมากว่า 10 ปีนี้กำลังจะส่งผลอย่างหนัก ที่ส่งผลให้ขณะนี้ตัวเลขกลมๆ ของโรงพยาบาลทั่วประเทศประสบภาวะขาดทุนอยู่ที่ 1 ใน 3 เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยรักษาฟรี นั้นต้องยอมรับว่านำไปสู่ภาวะขาดทุนและส่งผลกระทบต่อการรักษาพยาบาลในระบบสุขภาพทั้งหมด
      แม้ว่าโรงพยาบาลจะได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ร่วมถึงได้รับเงินเหมาจ่ายรายหัวในผู้ป่วยประกันสังคมราวๆ 2,100 บาท ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอยู่ที่ ประมาณ 2,500 บาทต่อคน แต่ 2 กลุ่มทั้งข้าราชการและระบบประกันสุขภาพแห่งชาติก็ยังคงเป็นงบประมาณจำนวนมากที่โรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องแก้ไข โดยวิธีการหนึ่งก็คือ การใช้วิธีการและยาที่มีราคาแพงหรือสามารถเบิกงบประมาณจำนวนสูงเพื่อมาชดเชยกับเม็ดเงินที่ต้องแบกรับจากระบบรักษาฟรี วิธีการดังกล่าวจึงช่วยให้โรงพยาบาลหลายแห่งไม่ขาดทุนหรือขาดทุนไม่มากนัก แต่เมื่อกลับมามองในโครงสร้างงบประมาณก็จะพบว่างบประมาณรายจ่ายด้านสุขภาพของบุคลากรข้าราชการเพิ่มสูงขึ้น และกระทรวงการคลังก็เลือกที่จะตัดงบประมาณในส่วนของข้าราชการออก ด้วยเหตุนี้สิทธิในการรักษาพยาบาลของข้าราชการจึงลดลงลงเรื่อยๆ
      “ระบบรักษาฟรีมีจำนวนผู้ใช้สิทธิมากที่สุด โรงพยาบาลก็แก้ไขด้วยการใช้งบของข้าราชการมาชดเชย สุดท้ายรัฐบาลก็จะตัดงบการรักษาพยาบาลของข้าราชการเพิ่มขึ้น แต่เม็ดเงินด้านสุขภาพกลับมีเพียงกลุ่มผู้ใช้ระบบประกันสังคมเป็นผู้จ่ายเท่านั้น” แหล่งข่าวนายแพทย์ระดับสูงกล่าว
      ประเด็นต่อเนื่องที่เกิดตามมาคือ จำนวนบุคลากรที่ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล และบุคลกรอื่นๆ ภายในสถานพยาบาล เนื่องจากงบประมาณที่ติดลบทำให้ไม่สามารถเพิ่มอัตรากำลังได้มากนัก รวมถึงปัญหาด้านความเท่าเทียมในการรักษาที่กลุ่มข้าราชการซึ่งกำลังถูกตัดสิทธิในการรักษาพยาบาล อาทิ การยกเลิกยาบางชนิด การลดสิทธิในการรักษาของบุตรโดยจำกัดอยู่ที่ 3คน ซึ่งถือว่าเป็นสวัสดิการสำคัญในการดึงดูดบุคลากรเข้าสู่ภาคราชการแทนภาคเอกชน รวมไปถึงระบบประสังคมที่ผู้ใช้แรงงานต้องจ่ายเงินสมทบกลับได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลที่ไม่เท่าเทียมกับระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ แม้ว่าขณะนี้จะอยู่ระหว่างการปรับปรุงสิทธิการรักษาก็ตาม
      “ทางออกที่มองไว้ก็คือ การรวมระบบประกันสุขภาพเป็นระบบเดียวคือ มีพื้นฐานด้านสุขภาพเท่าเทียมกันและฟรีทุกกลุ่ม และมีรายละเอียดแยกกันในแต่ละกลุ่มหรือข้าราชการก็ควรได้สิทธิเพิ่มเติม ผู้ใช้ประกันสังคมก็ควรมีทางเลือกมากขึ้น ขณะที่ผู้ที่รักษาฟรีเดิมก็เชื่อว่าพร้อมจะจ่ายเงินเพิ่มหากระบบการรักษาพยาบาลมีคุณภาพดีขึ้น”


      ดังนั้น จากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง หรือหน่วยซึ่งดูแลระบบประกันสุขภาพจำเป็นต้องกลับมาปรับปรุงระบบสุขภาพทั้งหมดโดยเร็ว โดยบุคลากรในแวดวงการแพทย์ มีความเห็นในทางเดียวกันคือ การให้สิทธิรักษาฟรี หรือ ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม จากนั้นจึงให้ผู้ใช้สิทธิรักษาฟรีเดิมอาจจ่ายเงินเพิ่มในแต่ละรูปแบบการรักษา ซึ่งยึดตามระบบรักษากลางที่มีการจัดทำบัญชี และข้าราชการก็ควรได้สิทธิรักษาฟรีเพื่อเป็นแรงดึงดูดในการเข้าทำงานข้าราชการ
      ขณะที่ผู้ใช้ระบบประกันสังคมอาจจะเพิ่มเงื่อนไขทั้งการจ่ายเงินเพิ่มเพื่อเลือกรูปแบบการรักษา-การใช้ยาเพิ่มเติมเช่นกัน หรืออาจแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถใช้ระบบประกันสุขภาพของรัฐ หรือ เลือกที่จะจ่ายเบี้ยประกันและรักษาสุขภาพผ่านภาคเอกชนแทน รวมไปถึงแนวคิดการจัดตั้ง “โรงพยาบาลประกันสังคม” เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้ระบบประกันสังคมโดยเฉพาะ โดยหลักการถือว่าค่อนข้างดี แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงนั้นค่อนข้างยาก เนื่องจากงบประมาณในการจัดตั้งโรงพยาบาลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ หรือเพียงพอต่อผู้อยู่ในระบบก็ใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่บุคลากรด้านการแพทย์ก็ยังคงขาดแคลนอยู่ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่ค่อนข้างยากสำหรับแนวทางดังกล่าว
      ขณะเดียวกันทางฟากฝ่ายของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือที่รู้จักกันในแบรนด์ “30 บาทรักษาทุกโรค” ก็กำลังร้อนแรงด้วยกระแสต่อต้านการแต่งตั้งคณะกรรมการบอร์ดที่ไม่โปร่งใส จนถือกำเนิดกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่มาจากเครือข่ายแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงชมรมแพทย์ชนบทที่ออกมาแฉขบวนการล้มหลักประกัน ซึ่งเกิดขึ้นเพราะกลุ่มต่างๆ ที่ไม่พอใจหลักการของระบบหลักประกันที่ช่วยเหลือคนจนให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ในราคาถูก
      หมอชนบทจี้นายกฯ ดูแลระบบประกันสุขภาพ
      นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท เผยว่า วันที่ 20 มกราคมนี้ ชมรมแพทย์ชนบทจะเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เพื่อคัดค้านความพยายามที่จะล้มระบบประกันสุขภาพ ผ่านการแทรกแซงของกลุ่มการเมือง เครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน และบริษัทยาข้ามชาติ โดยต้องการให้ทุกคนให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำให้หลักประกันสุขภาพปลอดจากการเมืองและผู้แสวงหาผลกำไร นอกจากนั้นยังเรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้ามาดูแลเรื่องนี้ด้วยตนเอง
      “หากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็เท่ากับว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจต่อการทำหลักประกันสุขภาพ หรือนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค คงเป็นเพียงการหวังกอบโกยทางการเมือง เพื่อหาฐานเสียงจากคนไทย 47 ล้านในระบบหลักประกันสุขภาพ”
      ถึงเวลาที่รัฐต้องปฏิรูประบบสุขภาพ 100%
      อย่างไรก็ดี เป็นเวลาล่วงเลยมานานกว่า 1 ปี นับตั้งแต่ นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี นักวิชาการเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ชี้จุดอ่อนของสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมซึ่งด้อยกว่าบัตรทองจากการวิจัยโครงการ “การจัดทำข้อเสนอทางเลือกและรูปแบบบริหารจัดการสวัสดิการด้านรักษาพยาบาลของระบบประกันสังคมในอนาคต” ซึ่งทำให้เกิดกระแสสังคมเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลในประเด็นที่ยังด้อยกว่าให้เท่าเทียมกับบัตรทอง จึงเริ่มมีการปรับเปลี่ยนในชุดสิทธิประโยชน์ของ สปส. ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลจนถึงเดือนสิงหาคม 2554 ของ นพ.พงศธร พบว่า การเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางการแพทย์มีผลบังคับใช้ 5 กรณี ประกอบด้วย
      1.เพิ่มค่ารักษามะเร็ง 7 ชนิด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2554
      2.เพิ่มสิทธิประโยชน์ทันตกรรมผ่าฟันคุดครั้งละ 300 บาท โดยให้รวมกับถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน รวมแล้วไม่เกิน 2 ครั้ง หรือ 600 บาทต่อปี และใส่ฟันเทียมตามอัตราที่กำหนด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 31 สิงหาคม 2554
      3.ยกเลิกจำกัดการเจ็บป่วยฉุกเฉินไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี เป็นไม่จำกัดจำนวนครั้ง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 31 สิงหาคม 2554
      4.สิทธิประโยชน์ไตขยายครอบคลุมผู้ป่วยไตวายก่อนเข้าเป็นผู้ประกันตน
      5.ปรับรูปแบบการจ่ายค่ารักษาในกลุ่มโรคร้ายแรง โดยจะมีการคำนวณตามระดับความรุนแรงของโรค ซึ่งมีระดับตั้งแต่ 2-40 โดยเริ่มต้นระดับละ 15,000 บาท และสูงสุด 600,000 บาทต่อราย ทั้งนี้ วงเงินค่ารักษาจะจ่ายเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักความรุนแรงของโรคตามลำดับ จะมีผลบังคับใช้ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป
      ขณะที่สิทธิประโยชน์ที่ผ่านมติคณะกรรมการประกันสังคม แต่ยังไม่เป็นประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ จึงยังไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง มี 3 กรณี คือ
      1. การรักษาโรคเรื้อรังจากไม่เกิน 180 วัน เป็นดูแลต่อเนื่องภายใน 1 ปี (สปส.ให้ข่าวว่าจะมีผลบังคับใช้ได้วันที่ 1 ม.ค.2555)
      2. จัดวิธีสนับสนุนงบประมาณเพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงยาจำเป็นที่มีราคาแพง (สปส.ให้ข่าวว่าจะมีผลบังคับใช้ได้วันที่ 1 ม.ค.2555)
      3.ความครอบคลุมยาต้านไวรัสเอชไอวี
      อย่างไรก็ดี เขายังยืนยันว่า แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในรอบ 20 ปีของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แต่สิทธิประโยชน์ก็ยังไม่ถึงสิ่งที่ผู้ประกันตนควรจะได้รับ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนให้ความสนใจ คือผู้ประกันตนยังคงเป็นกลุ่มเดียวที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันอยู่
      นพ.พงศธร ชี้ทางออกด้านสุขภาพสำหรับสังคมไทยว่า ถึงเวลาที่สังคมไทยจะต้องมีระบบสุขภาพที่เป็นมาตรฐานเดียว คือคนไทยต้องได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมือนกัน รัฐบาลต้องลงมาจัดการให้คนไทยทุกคนได้รับการเข้าถึงบริการที่เท่าเทียมกัน ประเทศจำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มิฉะนั้นจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงโดยไม่จำเป็น และต้องมีการวางระบบเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง
      ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการจัดการสุขภาพขั้นพื้นฐานของคนไทยนพ.พงศธร เสนอว่าทุกระบบควรยุบรวมเข้าด้วยกัน แม้กระทั่งสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ซึ่งเป็นจุดแข็งของระบบราชการที่ชดเชยจุดอ่อนเรื่องอัตราเงินเดือนที่น้อยกว่าเอกชน แต่การแก้ปัญหาที่ถูกจุดควรพุ่งเป้าไปที่การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการมากกว่า
ที่มา : ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ วันที่ 20 มกราคม 2555

แสดงความคิดเห็น

« 3757
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง