กิจกรรม
ผุด เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพ ปัตตานี พร้อมร่วมแพทย์ชนบท ยันเป็นสิทธิไม่เก็บ 30 บาท
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษ อ.เมือง จ.ปัตตานี เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคใต้ ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนกว่า 9 ด้านในจังหวัดปัตตานี ได้แก่ เครือข่ายเยาวชน เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายคนทำงานด้านเอดส์ เครือข่ายเกษตรกร เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายผู้พิการ เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายสื่อชุมชน เครือข่ายสุขภาพ(อสม.) ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนสถานการณ์กระแสทางการเมืองและธุรกิจที่ส่งผลต่อระบบหลักประกัน โดยคาดว่าแผนล้มระบบหลักประกันกำลังผ่านเข้าสู่ขั้นที่ 3 โดยมีการประกาศนโยบายเมดิคัลฮับเป็นเครื่องมือก้าวกระโดดสู่การสร้างกระแสคุณภาพดีต้องใช้เงินเป็นตัวตั้ง ทั้งที่เครื่องมือกลไกในระบบหลักประกันสุขภาพที่ผ่านมากว่า 10 ปีให้ความสำคัญต่อกระบวนการมีส่วนร่วม ประชาชนต้องร่วมสร้างสุขภาพและจัดการระบบรักษาพยาบาลได้ในพื้นที่ก็จะเกิดการพึ่งพิงและบุคคลากรการแพทย์จะไหลออกสู่ระบบธุรกิจการแพทย์แน่นอน
การเปิดวงเสวนาเป็นการให้ข้อมูลการนำแนวคิดเก็บ 30 บาทสมัยพรรคไทยรักไทยปัดฝุ่นใหม่ เพื่อทำให้คนทั่วไปยังจดจำนโยบายที่ประชาชนชื่นชมว่าเป็นความสำเร็จในการแก้ปัญหาให้กับคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพ และเกิดกระบวนการที่แฝงมาเพื่อล้มหลักการสำคัญของระบบฯจะเกิดความเหลื่อมล้ำ หลายมาตรฐาน ธุรกิจการแพทย์เชิงพาณิชย์จะแข็งแกร่งโดยการแทรกแซงเข้ากลไกกรรมการหลักประกันชุดบอร์ดบริหาร โดยวงเสวนามีข้อสรุปเนื้อหาดังนี้
นางกัลยา เอี่ยวสกุล ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจังหวัดปัตตานี ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ที่เครือข่ายภาคประชาชนได้เคลื่อนไหวร่วมกันในระดับชาติและเครือข่าย 9 ด้านทั่วประเทศมีความกังวลต่อแผนล้มระบบหลักประกันและได้ประกาศร่วมกันจัดตั้ง กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ โดยมีปฏิบัติการจับตา เผยแพร่ข้อมูลความเคลื่อนไหวที่จะกระทบกับระบบ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอการพัฒนาระบบต่อสาธารณะร่วมกับเครือข่ายคนทำงานพิทักษ์ระบบหลักประกันสุขภาพ ให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ซึ่งเป็นคำขวัญของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ
น.ส.จุฑา สังขชาติ ผู้ประสานงานเครือข่ายหลักประกันสุขภาพประชาชนภาคใต้ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อประเด็นความแตกต่างของระบบรักษาพยาบาล 3 ระบบ คือระบบราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งความชัดเจนของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคือการจัดการงบรายหัวและมีการส่งต่องบลงพื้นที่ กลุ่มบุคลากรการแพทย์กระจายลงพื้นที่ เกิดกองทุนสุขภาพท้องถิ่น ปฏิบัติการส่งเสริมป้องกันโรคที่ประชาชนมีส่วนร่วมจัดการ และการมีส่วนร่วมเกิดอนุกรรมการทุกภาคส่วนเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจังหวัดและระดับชาติ มีการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ภาคประชาชนเข้าถึงแม้ว่าจะ สปสช.จะไม่ได้ดำเนินการให้เกิดเวทีรับฟังให้ทั่วถึงท้องถิ่น ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และชาติ แต่พบว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยภาคประชาชนทวงถามตรวจสอบระบบผ่านช่องทางนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น จากการเพิ่มสิทธิการรักษาผู้ติดเชื้อ สิทธิล้างไตในผู้ป่วยโรคไต และกลไกการต่อรองจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ที่ถูกลงประหยัดงบประมาณประชาชนสามารถเพิ่มการเข้าถึงการรักพยาบาลมากขึ้น โดยยกตัวอย่างการใช้สเต็นท์ที่เป็นสปริงสอดใส่ในโรคหัวใจหลอดเลือดตีบคุณภาพเดิมที่ถูกลงเช่น ราคา 85,000 เหลือ 23,400 บาท ส่งผลประหยัดงบที่เกินจริงที่ในระบบข้าราชการยังดำเนินการไม่ได้
ภญ.ชโลม เกตุจินดา ที่ปรึกษาเครือข่ายหลักประกันสุขภาพประชาชนภาคใต้ ได้ให้ภาพเปรียบเทียบระบบก่อนปี 2545 โดยเบื้องต้นหลักประกันสุขภาพดำเนินการถึงเป้าสำคัญคือลดการล้มละลายของครอบครัวจากการเจ็บป่วย พบว่าเมื่อก่อนหากเป็นโรคร้ายแรงเช่นมะเร็ง การผ่าตัดโรคหัวใจ อุบัติเหตุร้ายแรง ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความกังวลในค่ารักษาพยาบาลและนำความเดือดร้อนมาสู่คนในครอบครัวเจ็บป่วย ขาดรายได้ ส่งผลถึงครอบครัวแตกสลาย ซึ่งเดี๋ยวนี้พบว่าในปี 2553 จำนวนประชากรเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอยู่ในระดับต่ำมาก และช่วยให้ครัวเรือนไม่ล้มละลายเพราะค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งลดลงจากร้อยละ 6.8 ในปี 2538 เหลือร้อยละ 2.8 ในปี 2551 หรือประมาณกว่า 80,000 ครัวเรือน ในระบบอื่นๆแม้จะมีการจ่ายยาที่แตกต่างโดยผ่านกลไกการตลาดใช้ผู้แทนยาติดต่อกับแพทย์บางคน การจัดการส่งเสริมการขายเพื่อ ยิงยา เป็นศัพท์ที่ใช้กันในวงการสาธารณสุขให้เกิดการจ่ายยาแพง และเกินความจำเป็น จึงไม่แปลกที่เรามักได้ยินผู้ป่วยในระบบข้าราชการว่าได้ยามาหนึ่งกระสอบเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่าเราใช้ยาเกินความจำเป็นเพื่อให้ธุรกิจมีผลกำไร ซึ่งในอดีตเคยมีปรากฎการณ์ทุจริตยา4พันล้านสร้างความฮือฮานำนักการเมืองมาลงโทษได้ และขณะนี้มีกระบวนการเพื่อให้กลับไปสู่ระบบที่มีการจัดซื้อแบบเดิมตามแผนล้ม 4 ขั้น โดยกลุ่มแพทย์พาณิชย์ จับมือกับกลุ่มเสียอำนาจและกลุ่มธุรกิจด้านยาอุปกรณ์การแพทย์ ผ่านนักการเมือง
ช่วงท้ายผู้ร่วมเสวนากว่า 40 คนได้ร่วมกันถกเถียงและตั้งคำถามว่าการกลับมาเก็บ 30 บาทแล้วระบบจะพัฒนาต่ออย่างไรหรือจะมีรายได้จากการเก็บ 30 บาทไปจัดบริการได้มากขึ้น โดยยืนยันว่าไม่ควรเกิดความเหลื่อมล้ำให้สิทธิคนบางกลุ่มไม่เก็บ 30 บาทเช่น อสม. ผู้สูงอายุ ที่กลายเป็นการแบ่งแยกฐานเสียงทางการเมืองแบ่งแยกคนในชุมชนเป็นการซ้ำเติมคน 3 จังหวัดชายแดนใต้นั่นคือ ยืนยันว่าต้องไม่เก็บ 30 บาทกับทุกคน และใช้บัตรประชาชนใบเดียวเข้ารักษาพยาบาลได้ จากนั้นเครือข่ายองค์กรประชาชนในจังหวัดปัตตานี ได้ร่วมแสดงเจตนารมย์ จัดตั้ง เครือข่ายรักหลักประกันสุขภาพ ปัตตานี มีการติดป้ายเพื่อรณรงค์ในเมือง และหลังจากนี้จะร่วมกับ เครือข่ายรักหลักประกันสุขภาพทั่วประเทศและ ชมรมแพทย์ชนบทในการพิทักษ์ให้หลักประกันไม่ถอยหลังจับตาการล้มระบบเพื่อพิทักษ์ให้เป็นระบบหลักประกันประชาชนทุกกลุ่มยามที่บ้านเมืองเดือดร้อนใกล้ล้มละลายจากทุนนิยม










เวทีรับฟังความคิดเห็นและเตรียมการจัดเวทีสมัชชาปฏิรูป ประเด็น การบริการจัดการระบบการจัดการบริการสุขภาพสำหรับผู้ประกันตนภาคใต้