โครงการบริโภคเพื่อชีวิต สงขลา

ข้อมูลผู้บริโภค

วาทกรรโลกร้อน "ชาวบ้านคือแพะรับบาป

by roung @October,06 2009 11.14 ( IP : 113...29 ) | Tags : ข้อมูลผู้บริโภค

คำว่า “โลกร้อน” กลายเป็นวาทกรรมที่สังคมไทยนำมาใช้กันถ้วนหน้า แล้วแต่ใครจะหยิบฉวยมากล่าวหาใคร หรือจะหาเงินในรูปแบบใด หรือโจมตีว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากโลกร้อน ซึ่งดูเหมือนว่าสังคมไทยจะตื่นตัวต่อปัญหาโลกร้อนกันมาก  แต่คำถามคือว่าสังคมไทยได้แก้ไขปัญหาโลกร้อนที่ตรงกับสาเหตุของปัญหาหรือไม่  นอกจากการจัดทำรายงานวิชาการภายใต้เงินกองทุนอย่างมากมายเพื่อคิดค้นว่าจะแก้ไขปัญหาโลกร้อนตามกระแสของโลก

วาทกรรม “โลกร้อน” ได้ถูกนำไปใช้ในการจัดการปัญหากับประชาชนและชุมชนทั้งในด้านป่าไม้ พลังงาน ทรัพยากรชายฝั่งทางทะเล และด้านการเกษตร ด้วยการอ้างงานวิชาการที่มีฐานคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภททั้งใต้ดิน บนดิน อากาศ และธรรมชาติทั้งมวลสามารถนำมาคำนวณคิดเป็นเงินตราได้หมด ราวกับว่าทุกอย่างเป็นสินค้า ภายใต้โลกของทุนนิยม และทัศนคติว่าเงินนั้นจัดการได้ทุกอย่าง

งานศึกษาของ ดร.พงษ์ศักดิ์ วิทวัสชุติกุล และพิณทิพย์ ธิติโรจนะวัฒน์ ได้ศึกษาแบบจำลองเพื่อประเมินมูลค่าป่าต้นน้ำ  เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการพื้นที่ต้นน้ำ  นำไปเปรียบเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการต่างๆที่ขอเข้าทำประโยชน์บนพื้นที่ต้นน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติ  ตัวแปรที่ใช้ประเมินมูลค่าป่าต้นน้ำ ได้แก่ ค่าคะแนนความหลากหลายทางชีวภาพ ปริมาณน้ำฝนรายปี และค่าคะแนนลักษณะภูมิประเทศ เมื่อป่าต้นน้ำหายไป  ผลผลิตในรูปเนื้อไม้ ดินและธาตุอาหารสูญหาย  การเปลี่ยนแปลงลักษณะการไหลของน้ำท่า อุณหภูมิอากาศที่สูงขึ้น และความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  จะถูกนำมาตีค่าเป็นจำนวนเงินด้วยวิธีการทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้นำหลักเกณฑ์การตีค่าป่าต้นน้ำของ พงษ์ศักดิ์ มาใช้ในการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง จากผู้กระทำผิดบุกรุกทำลายป่าต้นน้ำ โดยนำวิธีการตีมูลค่าทางการตลาด (Market valuation) มาคำนวณเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายเงินเพื่อฟื้นฟูคืนสภาพเดิม (Cost Replacement Method)  โดยกำหนดให้เป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการนำเนื้อไม้มาใช้ประโยชน์  ค่าใช้จ่ายในการนำดินที่สูญเสียออกไปกลับขึ้นไปปูทับไว้ที่เดิม เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่ปุ๋ยขึ้นไปโปรยเหนือพื้นที่ที่ปุ๋ยสูญหาย  และเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินเครื่องปรับอากาศ  เพื่อลดอุณหภูมิอากาศให้เย็นลงเท่ากับพื้นที่ป่าไม้ดั้งเดิม ตลอดจนเป็นมูลค่าที่สมควรจะได้รับจากการดูดซับ และเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คาร์บอนเครดิต/carbon credit)

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 กรมป่าไม้นำวิธีการดังกล่าวมาประกาศใช้มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการทำลายป่าต้นน้ำลำธารเป็นจำนวนเงิน150,942.70 บาท/ไร่/ปี  เพื่อใช้ในการเรียกร้องค่าเสียหายทางคดีแพ่งจากผู้กระทำความผิดบุกรุกทำลายป่า เป็นเงิน 150,000 บาท/ไร่ และกรมอุทยานแห่งชาติฯก็ได้ดำเนินการฟ้องร้องคดีชาวบ้านหลายพื้นที่ข้อหาบุกรุกทำลายป่าพร้อมกับเรียกค่าเสียหายทางแพ่งในลักษณะเดียวกัน

กรณีตัวอย่างของคดีที่เกิดขึ้น  เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติฯดำเนินคดีแพ่งเรียกค่าเสียจากชาวบ้าน เช่น นางกำจาย ชัยทอง บุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า จำนวน 8-2-85 ไร่ ค่าเสียหายจำนวน 1,306,875 บาท  โดยคำนวณ ดังนี้

•การสูญหายของธาตุอาหาร มูลค่า  4,064.15 บาทต่อไร่ต่อปี

•ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝน 600 บาท ต่อไร่ต่อปี

•ทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 52,800 บาทต่อไร่ต่อปี

•ทำให้ดินสูญหาย 1,800 บาท ต่อไร่ต่อปี

•ทำให้ฝนตกน้อยลง 5,400 บาท ต่อไร่ต่อปี

•มูลค่าความเสียหายทางตรงจากป่าทั้งสามชนิด  ได้แก่

1)การทำลายป่าดงดิบ  ค่าเสียหายจำนวน 61,263.36 บาท

2)การทำลายป่าเบญจพรรณ  ค่าเสียหายจำนวน 42,577.75 บาท

3)การทำลายป่าเต็งรัง ค่าเสียหายจำนวน 18,634.19 บาท

สรุปรวมในหนึ่งปีมีการทำลายป่าไม้ในพื้นที่ 1 ไร่ คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย จำนวน 150,942.70 บาท แต่กรมอุทยานแห่งชาติฯคิดค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท ซึ่งศาลจังหวัดพัทลุงได้ใช้แนวทางดังกล่าวพิพากษานางกำจายว่าเป็นผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 พร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายตามการตีค่าจากงานวิชาการ  หากมองจากเหตุการณ์นี้ชาวบ้านนอกจากถูกคำพิพากษาจากศาลแล้ว สังคมก็จะพิพากษาว่าพวกเขาคือตัวการทำลายป่า เป็นอาชญากรของชาติที่ต้องถูกจับคุกในคดีอาญา และต้องชดเชยค่าเสียหายต่อรัฐในคดีแพ่ง  ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าบนพื้นที่สูง คนเมือง คนพื้นราบ และคนไทยทั่วประเทศทั้งที่ตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตพื้นที่ป่าตามกฎหมาย และผู้ที่มาบุกเบิกทำกินภายหลังจากการประกาศพื้นที่ป่าตามกฎหมายเป็นระลอก  ตั้งแต่ป่าคุ้มครอง ป่าไม้ถาวร ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือพื้นที่ป่าที่ประกาศตามมติคณะรัฐมนตรี  ซึ่งมีกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีหลายฉบับ  พวกเขาได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ในสังคมไทย

ความจริงของปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมาจากหลายสาเหตุ  สังคมโลกและสังคมไทยต้องยอมรับว่าการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมที่ใช้เงินเป็นมาตรฐานของการดำรงชีวิตนั้นได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและผืนป่า เพื่อการล่าอาณานิคมทางดินแดน ทางเศรษฐกิจ และการครอบงำทางวัฒนธรรม กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆที่ดำรงชีวิตต้องถูกบังคับด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิต และวัฒนธรรมการผลิต เพราะถูกกล่าวหาเป็นคนไร้วัฒนธรรม และเป็นต้นเหตุของการทำลายป่า จากการเป็นชนเผ่าล่าสัตว์ ทำไร่หมุนเวียน ทำไร่ทำนาใช้สารเคมี เป็นลูกจ้างตัดไม้  ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เป็นต้น  ในขณะที่ปัญหาทางนโยบายภาครัฐสนับสนุนส่งเสริมให้ชาวบ้านและเกษตรกรต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการผลิตจากยังชีพมาเป็นการทำลายป่า

แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจผลักดันให้พวกเขาต้องดำรงชีวิตด้วยการบุกเบิกพื้นที่ป่า  ปัญหาการไร้ประสิทธิภาพของระบบรัฐราชการในสังคมไทยที่คอรัปชั่น  ปัญหาทางกฎหมายที่ให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่รัฐในการหากินกับทรัพยากรป่า และเอาผิดกับผู้ที่ไม่มีเงินไม่มีสิทธิไม่มีเสียง และเมื่อชาวบ้านและเกษตรกรเรียนรู้ปัญหาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาช่วยดูแลรักษาป่า  แต่กฎหมายก็ไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านและเกษตรกรได้มีสิทธิและหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการป่า  การใช้วาทกรรม “โลกร้อน” มาฟ้องคดีแพ่งกับชาวบ้านผู้บุกรุกทำลายป่า สะท้อนให้เห็นการเลือกปฏิบัติในการใช้อำนาจทางกฎหมาย  อำนาจทางวิชาการที่อ้างว่าเป็น “วิทยาศาสตร์” และอำนาจเงิน มาเบียดขับผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ไร้สิทธิไร้เสียง  ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีอภิสิทธิ์ของเงินไม่ได้ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกันอย่างเท่าเทียม

เมื่อเป็นเช่นนี้การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าให้ได้จริงและสามารถแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้นั้น จึงมิใช่อยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่ภาครัฐและทุกคนในสังคมจะให้ความเป็นธรรมกับชาวบ้านและเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรป่านั้นหรือไม่  นโยบายและกฎหมายจะมาส่งเสริมให้พวกเขาได้มีบทบาทสำคัญดูแลรักษาป่าเพื่อคนทั้งประเทศอย่างไร สิ่งนี้เองที่เป็นคำตอบ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์บอกว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนนั้น ต้องมีการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน  (Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Countries/REDD)  เพราะว่าในแต่ละปีป่าไม้จะดูดซับคาร์บอนประมาณ 2.6 พันล้านตัน ในขณะที่การทำลายป่า หรือการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจะก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนประมาณ 1.6 พันล้านตัน หรือเทียบเท่ากับ 5.9 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ (IPCC, 2007) สรุปได้ว่า การปล่อยคาร์บอนจากการทำลายป่าคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20 ของการปล่อยทั้งหมด  ซึ่งมากกว่าการปล่อยคาร์บอนจากการคมนาคมขนส่ง ที่คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของการปล่อยทั้งหมด (WRI, 2007) ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนในการปล่อยค่อนข้างต่ำ จึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

แนวคิดของ REDD ได้ถูกกำหนดให้เป็นมาตรการหนึ่งที่สร้างแรงจูงใจทางบวกให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถลดอัตราการทำลายป่า  หรือสามารถอนุรักษ์พื้นที่ป่าธรรมชาติไม่ให้ลดลงหรือเสื่อมโทรมลง วิธีการคือ การใช้กลไกการตลาดในการซื้อ ขายคาร์บอนเครดิต ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้เงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปลูกป่าเพื่อดูดซับคาร์บอน  คำถามอย่างง่ายๆสำหรับสามัญชนก็คือ เมื่อมีการทำลายป่าและมีการปลูกป่า หรือปล่อยให้ป่าฟื้นฟูขึ้นมาตามธรรมชาติ ก็เป็นการดูดซับคาร์บอนทดแทนไปจากการที่ป่าถูกทำลาย จึงมีค่าเป็นศูนย์ที่ไม่มีการปล่อยคาร์บอน

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ นักวนศาสตร์และนักนิเวศวิทยาได้กล่าวว่า

“การดูดซับคาร์บอนภายหลังการตัดไม้ทำลายป่า ขึ้นอยู่กับประชากรพืชทดแทนตามมา รวมทั้งพืชชั้นล่างที่หลงเหลืออยู่ องค์ประกอบชนิดพันธุ์ไม้  ไม้ใหญ่ที่ยังหลงเหลืออยู่ (ต้นไม้ในนาข้าวดูดซับคาร์บอนได้ถึง 12.8  ตัน/เฮกตาร์ ที่น้ำพอง) ข้อมูลของกรมป่าไม้ได้แสดงให้เห็นว่า ภายหลังเปลี่ยนป่าธรรมชาติ เป็นสวนยางพารา พบว่าดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 180 ตัน/เฮกตาร์ (TDRI, 1992)”

จึงตีความหมายได้ว่าการตัดไม้ทำลายป่า หรือการเปลี่ยนระบบการผลิต หรือแม้แต่การปลูกป่าทดแทน ไม่สามารถคิดคำนวณว่าเป็นการดูดซับคาร์บอนทดแทนได้จริงหรือไม่ ในสภาวะที่ระบบนิเวศน์มีความหลากหลาย  ในทำนองเดียวกันก็ไม่ได้ส่งผลให้ประเทศพัฒนาแล้วหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  ในขณะคนในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาก็ยังมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติแบบทำลาย  โดยที่ภาครัฐไม่ได้มีนโยบายและกฎหมายที่แก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าอย่างแท้จริง  แต่ในทางตรงกันข้ามกลับผลักภาระให้ชาวบ้าน และเกษตรกรที่พึ่งพาทรัพยากรป่าต้องรับภาระปลูกป่าดูดซับคาร์บอน และบอกว่าให้เงินชดเชยเพื่อสร้างแรงจูงใจในการปลูกด้วยราคาซื้อขายที่พวกเขากำหนดไม่ได้  และอาจต้องขาดทุนจากการลงแรงลงขัน

การแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ทำง่ายนิดเดียว ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องศึกษาทางวิชาการเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้ซับซ้อน  และสามารถดูดซับคาร์บอน แก้ไขปัญหาโลกร้อนได้เป็นอย่างดี  โดยการใช้วิธีแบบชาวบ้านๆสามัญชน โดยการส่งเสริมให้ชุมชนที่อยู่กับธรรมชาติมีสิทธิและหน้าที่ดูแลรักษาป่า ชุมชนในเมืองร่วมกันเพิ่มพื้นที่สีเขียว รอแต่ว่าภาครัฐจะส่งเสริม และสนับสนุนในทางนโยบายและกฎหมายเมื่อไร เพราะชุมชนและชาวบ้านเขากำลังทำอยู่  มิเช่นนั้นภาครัฐและเงินกองทุนทั้งหลายจะจ่ายเงินไปจำนวนมากกับการศึกษาและหามาตรการ แต่ยังไม่มีการฟื้นฟูป่าธรรมชาติขึ้นมาทดแทน

ที่มา :  ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้ http://www.oknation.net/blog/STCC/2009/10/02/entry-4

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น

« 9433
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง