ข้อมูลผู้บริโภค
คนจนเมือง-เครือข่ายลดโลกร้อนฯ รวมพล กว่า 3,000 คน ร้องแก้ปัญหาหน้ายูเอ็น
วานนี้ (5 ต.ค.52) ขณะที่การเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกครั้งสำคัญที่กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Climate Talk ระหว่างวันที่ 28 ก.ย. - 9 ต.ค.52 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เพื่อจัดทำกติกาโลกในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนตามแผนปฏิบัติการบาหลีภายใต้ “อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)” ได้ดำเนินมาเป็นวันที่ 8
เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับ 5 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนไทย ประกอบด้วย เครือข่ายพลังงาน เครือข่ายประมงพื้นบ้านภาคใต้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายป่าไม้และที่ดิน และเครือข่ายชนพื้นเมือง พร้อมด้วยพันธมิตรจากประเทศทั้งในและนอกอาเซียน อาทิ อินเดีย ศรีลังกา และปากีสถาน กว่า 1,500 คน เดินเท้าทางจากบริเวณสวนสันติชัยปราการสู่สถานที่เจรจาโลกร้อน UNESCAP เพื่อแสดงพลังและเรียกร้องให้เสียงนอกเวทีเจรจาถูกนำไปพิจารณาดำเนินการในข้อตกลงโลกร้อนกรุงเทพและโคเปนเฮเกน หลังจากเมื่อวันที่ 3 – 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีคู่ขนานการเจรจาโลกร้อนของภาคประชาชน และจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยและเวทีเจรจาโลกร้อนสหประชาชาติ
ประเด็นหลักที่มีการพูดคุยกันของภาคประชาชน ประกอบด้วยเรื่องความไม่เป็นธรรมของกลไกโลกร้อนที่กระทบเมืองไทย เน้นที่ภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และทางเลือกที่เป็นข้อเสนอของภาคประชาชน รวมทั้งมีการเสนอกรณีปัญหาและแนวทางการแก้ไขของชาวบ้านจากทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน
ทั้งนี้ ในการชุมนุมได้มีการปราศัยยืนยันถึงจุดยืนที่เรียกร้องให้เวทีการหารือแก้ไข ปัญหาโลกร้อนยูเอ็น มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นธรรม และเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วรับผิดชอบ ต้องชดใช้เต็มจำนวนต่อ “หนี้นิเวศน์” ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย
“ชาวสลัม-คนจนเมือง” เคลื่อน “วันที่อยู่อาศัยสากล” ร้อง “ยูเอ็น” แก้ไขปัญหาให้เห็นจริง
ในวันเดียวกันนี้ ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายสิทธิที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองในเอเชีย (LOCOA) จำนวนกว่า 1,800 คน จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล (World Habitat Day) ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยสากล เพื่อเป็นสัญลักษณ์กระตุ้นเตือนให้ประชาชาติต่างๆ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาผู้ไร้ที่อยู่อาศัยหรืออยู่อาศัยในสภาพการตั้งถิ่นฐานที่ไม่เหมาะสม
กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มต้นเดินเท้าจากลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.00 น. เพื่อยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแนะการแก้ปัญหาชุมชนแออัด เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ปี 2552 โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี รับหนังสือ
หนังสือดังกล่าวระบุข้อเสนอ 5 ข้อ ดังนี้ 1.ปัญหาการไล่รื้อคนจนไปนอกเมือง ขอให้รัฐบาลยกเลิกวิสัยทัศน์ในการย้ายสลัมออกนอกเมือง แต่ขอให้ปรับปรุงและพัฒนาชุมชนแออัดในพื้นที่เดิม ให้พ้นจากความเป็นสลัม 2.ปัญหางบประมาณในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ขอให้รัฐบาลจัดหางบเพิ่มเติมอีก 2,000 ล้านบาท ในปี 2552 นี้ เพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการของชุมชน โดยเฉพาะกรณีเงินให้เปล่าแก่ พอช.หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อเป็นดองทุนหมุนเวียนด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนแออัด 3.ปัญหาเรื่องกฎระเบียบในการปลูกสร้างอาคาร ขอให้รัฐบาลสั่งการกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมข้อเสนอของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เร่งรัดดำเนินการ ออกกฎกระทรวง เพื่อผ่อนปรนการปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน ในโครงการบ้านมั่นคง ให้แล้วเสร็จภายในปี 2552
4.ปัญหาการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกกฎหมายที่ดินในอัตราก้าวหน้า ดำเนินการตามนโยบายโฉนดชุมชน จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน 5.ผลักดันรูปธรรมนำร่องตามนโยบายโฉนดชุมชนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อที่อยู่อาศัยในเมือง โดยขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ดำเนินการเพื่อให้ชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว เป็นชุมชนนำร่องในเขตเมืองเรื่องที่อยู่อาศัย โดยใช้นโยบายโฉนดชุมชนในการแก้ปัญหา
จากนั้นได้เคลื่อนขบวนรณรงค์ต่อไปยังหน้าอาคารสหประชาชาติ ซึ่งคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม และ 5 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนไทยได้จัดการชุมนุมกันอยู่ก่อหน้า เพื่อยื่นหนังสือและพูดคุยกับ Dr.Noleen HeyZer เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสแคป)
นายสังเวียน นุชเวียน คณะกรรมการบริหาร LOCOA (Leaders and Organizers of Community Organization in Asia) ประเทศไทย กล่าวว่าวันที่อยู่อาศัยสากลถือเป็นวันสำคัญของคนจน การที่ยูเอ็นมีนโยบาย “เมืองที่ปราศจากสลัม” ที่จะพัฒนาสลัมให้อยู่ในเมืองได้ เป็นสิ่งที่ดี แต่กลับไม่มีการนำเอาไปปฎิบัติ ทำให้ภาพของยูเอ็นกลายเป็นเพียงกระบอกเสียงโฆษณาที่ไม่ทำตามในสิ่งที่ได้ประกาศไว้ ดังนั้นความต้องการของประชาชนจึงไม่ใช่แค่นโยบายที่สวยหรู แต่รัฐบาลของประเทศสมาชิกต้องปฎิบัติจริง เพื่อให้คนจนทั้งที่อยู่ในเมืองและชนบทมีสิทธิอยู่อาศัย
โดย ข้อเสนอของทางเครือข่ายคือ 1.ยูเอ็นต้องทำนโยบายที่เสนอไว้มาปฎิบัติจริง 2.สิทธิที่จะอยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่รัฐบาลประเทศสมาชิกของยูเอ็นควรต้องให้การดูแล หยุดการใช้ความรุนแรงในการไล่รื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนทั้งโดยกฎหมายและการใช้กำลัง
ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ในเอเชียมีการใช้ความรุนแรงในการไล่รื้อสลัม ยกตัวอย่างเช่นใน กัมพูชามีการเผาเพื่อไล่ที่ ที่อินเดียมีการไล่รือโดยใช้รถแบคโฮไถ และที่ฟิลิปปินส์มีกรณีที่รัฐบาลดำเนินการขุดขยายคลองที่ทำลายที่ตั้งชุมชนโดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องของชาวบ้าน อีกทั้งไม่มีการจ่ายค่าชดเชยใดๆ ส่วนในไทยเองก็มีการใช้ความรุนแรงและอิทธิพลในการไล่รื้อ เช่นในกรณีชุมชนกระทุ่งเดียว ในเขตห้วยขวาง ชุมชนซอยยาดอง ซอยเอกมัย 13 และชุมชนในพื้นที่ จ.นนทบุรี ทั้งนี้กรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้แม้จะเป็นที่ดินของรัฐ
คณะกรรมการบริหาร LOCOA กล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวของคนจนเมืองเพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะในกลุ่มสลัม 4 ภาค หรือในประเทศไทย แต่ยังมีสมาชิกของ LOCOA ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียเข้าร่วมด้วย อาทิ ประเทศอินเดีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ เข้าร่วมด้วย
“คนจนไม่ช่วยกันก็ไม่มีใครจะมาช่วยเรา” นายสังเวียนกล่าว
การชุมนุมดำเนินไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้เป็นตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนทีเคลื่อนไหว “ลดโลกร้อน ต้องทำอย่างเป็นธรรม” ขึ้นแลกธงของเครือข่ายฯ กับธงของเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัม โดยมีนายจิตติ เชิดชู ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาคเป็นผู้รับมอบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ** “การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่ว่าใครก็เป็นพี่น้องกัน” **ผู้ประสานงานคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมกล่าว อีกทั้งยังได้พูดกับผู้ชุมนุมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโลกร้อนต่อป่า ภาคการเกษตร และเมือง ซึ่งทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อสู้
จากนั้น Dr.Noeleen HeyZer ได้ขึ้นอ่านคำแถลง โดยกล่าวถึงสารของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล และความพยายามในการแก้ปัญหา ต่อมาจึงเป็นการอ่านแถลงการณ์ของผู้ชุมนุมในภาษาอังกฤษโดย Fides Bagasao ผู้ประสานงาน LOCOA ต่อด้วยการอ่านแถลงการณ์ภาษาไทยโดยนายจิตติ เชิดชู ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า การรณรงค์เรียกร้องเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยแม้จะมีการดำเนินการมานาน แต่การขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งในทั่วเอเชีย และการไล่รื้ออย่างรุนแรงก็มีเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ขณะที่มีคำพูดสวยหรูในการแก้ปัญหาจากผู้แทนยูเอ็นจำนวนมาก ทั้งนี้ทางเครือข่ายเชื่อว่ายูเอ็นยังมีบทบาทน้อยเกินไปในการพยายามแก้ปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม อีกทั้งวิศัยทัศน์ที่ประกาศเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ปี 2001 ที่ว่า “เมืองที่ปราศจากสลัม” ยังรอคอยการปฎิบัติให้บรรลุผล
ส่วนสาระหลักที่ยูเอ็นให้แก่วันที่อยู่อาศัยสากลปีนี้คือ “วางผังเมืองอนาคตของเรา” ทางเครือข่ายมีความเห็นว่าควรมีการทำให้หลักการพื้นฐานที่ว่าคนจนเมืองมีสิทธิในการมีที่ทางที่มั่นคงในเมืองได้รับการยอมรับและรับรู้ โดยฝ่ายการเมืองถือว่าเป็นนโยบายที่จะทำให้เป็นจริงก่อน การวางผังเมืองจึงจะมีผลต่อการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง
แถลงการณ์ยังได้เรียกร้องให้ยูเอ็นและหน่วยงานที่เกี่ยวของพยายามอย่างเต็มที่ในการยุติการไล่รื้อด้วยความรุนแรงในทุกแห่ง ลงแรงให้สิทธิในการเช่าที่ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และประกันการจัดหาบริการพื้นฐานสำหรับคนจนเมืองให้เป็นจริงขึ้น
ส่วน Dr.Noeleen HeyZer กล่าวกับผู้ที่มาชุมนุมว่า ขอบคุณที่มาแสดงพลัง และสัญญาว่าข้อเรียกร้องที่มีจะถูกนำเสนอต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศสมาชิกในเอเชียได้อยู่อย่างปกติสุขและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน
หลังการมอบหนังสือและพูดคุยกับ Dr.Noeleen HeyZer เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้สลายตัวไปอย่างสงบ
ทั้งนี้ ในระหว่างการชุมนุน บริเวณหน้าที่ทำการองค์การสหประชาชาติได้เกิดฝนตกหนักขึ้นทำให้การปราศัยของเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัมต้องยุติลงชั่วคราว ในขณะที่การชุมนุมของเครือช่ายภาคประชนที่เคลื่อนไหวประเด็น “ลดโลกร้อน ต้องทำอย่างเป็นธรรม” ยังคงปราศัยต่อ และยุติการชุมนุมเมื่อฝนเริ่มซา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้าไปร่วมการชุมนุมกับเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัม ขณะที่ผู้ชุมนุมเครือข่ายพลังงานกว่า 500 คน ได้เดินทางต่อไปยังกระทวงมหาดไทยเพื่อทวงถามกรณีผังเมืองสีม่วงในพื้นที่ อ.ทับสะแก และทวงถามกรณีคัดค้านที่ดินสาธารณะ 58 แปลง ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขัน
ที่มา : http://www.measwatch.org/autopage/showpage.php?t=19&sid=171&d_id=171<br />
Click ชมภาพบรรยากาศทั้งหมดได้ที่ http://www.prachatai.com/journal/2009/10/26103

การประชุมอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดสงขลา
องค์การอิสระผู้บริโภค
กฎหมาย / นโยบาย
ข่าวสารโลกร้อน
Food Alert System for Thai Consumers
Slow Food บริโภคอย่างยั่งยืน
รถโดยสารสาธารณะ
