watcher
ในแวดวงบู๊ลิ้ม บริโภคก๊ก มิเป็นสองรองผู้ใดเพราะ สูเหนิงเซิงเฉี่ยว : ความชำนาญก่อเกิดทักษะ ฝังลึกในตัวตน แม้เพียงฝ่ามือสามัญชน ก็ย่อมก่อการใหญ่ ไร้ข้อกังขาได้ ดั่ง...เทียนอีอู๋เฟิ่ง : ภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ หาที่ติมิได้ฉันนั้น
Blog
พลังฝัน ... ศักยภาพที่ไม่มีใครมาจำกัดนอกจากตัวเราเอง
ใต้ล่าง ใต้หล้า ท้าลิขิต
ได้ฟังความฝันของผู้ชาย 2 คนแล้วหัวใจเต้นแรงเลือดสูบฉีดคันไม้คันมือ (อันนี้เอาไปตีความเป็นตัวเลขไม่ได้)
"ผมคิดว่าถ้าผมต้องอยู่ด้วยเงินอย่างเดียว ผมคงเป็นคนที่น่าสงสาร คือคุณมีเงินแต่ไม่มีความฝัน
ไม่มีความสุข แววตาไม่เป็นประกาย เวลาทำอะไรคุณไม่ภูมิใจ...ผมอยากขายฝัน" (ดิฉันเอาคำพูดของชาย 2 คนมารวมกัน)
เหตุเกิดสองวันนี้เมื่อวันที่ 23และ24มกราคม 53
เรื่องแรกวันที่ 23 มกราคม ประชุมประเมินการรับเรื่องทางอากาศ
ช่วงปรับทุกข์เรื่องปากท้องร่วมกับสถานีวิทยุมอFM.88 และคณะทำงานรับเรื่องศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค สงขลา ตรัง สตูล
“ ผมอยากขายฝัน ผมว่าเนื้อหารายการที่ผ่านมามีอะไรน่าสนใจเยอะมาก
ถ้าได้รวบรวมมาจัดทำเป็นเหมือนแมกกาซีนรายเดือน
ก็จะทำให้ข่าวสารข้อมูลที่จัดผ่านรายการ แลบ้านแลเมือง เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคในวงกว้าง”
เป็นคำพูดน้ำเสียงน่าฟังของชายร่างท้วมที่กุมหัวใจแฟนรายการโอเลี้ยงเสียงหล่ออยู่หมัด
ซึ่งวันนี้มาในเครื่องแบบกางเกงขาสั้นแต่ยาวถึงตาตุ่ม
ส่วนท่อนบนเป็นเสื้อไหมพรมแขนยาวทับด้วยเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว
ราวกับว่าเตรียมรับสภาวะอากาศปรวนแปรของห้องประชุม สปสช.
แต่นั่นก็ไม่เตะตาสะดุดใจเท่ากับคำพูดที่สะท้อนวิธีคิด
คือ...เค้าคิดได้ไงบังอาจอย่างยิ่งที่จะทำสื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่นท่ามกลางกระแสการแข่งขันในตลาดข้อมูลข่าวสาร
แม้ว่ามีแผนจะจัดทำเป็นโครงการเสนอแหล่งทุนต่างๆ
แต่ก็เป็นความฝันที่กระตุกให้เราคนทำงานบริโภคชะงักพร้อมกับคำถามที่ว่า ทำไมเราไม่เคยคิดถึงมาก่อน
ความจริงวันนั้นมีหลายเรื่องที่เราคิดไม่ถึง และได้รับคำแนะนำดีๆจากคุณอรุณรัตน์และน้องเม ที่เป็นทีมงานแลบ้านแลเมือง
ซึ่งข้อเสนอของคุณบัญชรทำให้ดิฉันต้องค้นหาว่าตอนนี้สื่อเค้าคิดอะไรกันบ้างกับอนาคตข้างหน้า
เลยตัดบางส่วนของบทความทิศทางสื่อปี2010จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,493 3-6 มกราคม พ.ศ. 2553 มาให้อ่าน
ตามไปอ่านต่อให้ครบกันเองนะคะ
ทิศทางของสื่อในปีหน้า(2010) จะเห็นว่าผู้บริหารสื่อแต่ละค่าย
มีการต่อยอดธุรกิจสื่อให้มีความครอบคลุมครบวงจรมากขึ้น
ใครที่มีสื่อทีวี ก็พยายามเสริมความแกร่ง ด้วยทีมงานและเทคโนโลยี
เพื่อสานต่อไปยังสื่ออื่นๆ เช่น ออนไลน์ ดิจิตอล เคเบิลทีวี
ส่วนคนที่มีสื่อสิ่งพิมพ์อยู่แล้ว ก็หันไปให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น
เพราะจากเทรนด์ของการเสพสื่อ คนรุ่นใหม่จะให้ความสำคัญกับการค้นคว้า หาข้อมูลผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก
แม้สื่อสิ่งพิมพ์จะยังเป็นสื่อที่ต้องมี แต่ถ้ามีครบทั้ง 2 สื่อ แล้วเพิ่มเติมด้วยเคเบิลทีวี
จะยิ่งทำให้องค์กรสื่อของตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ภาพเหล่านี้ จะได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปีหน้าแน่นอน
เรื่องที่สอง คือคนไทยในGoogle
คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล (ตอกย้ำอาการรักษาไม่หายของตัวเองที่ชอบหลงรักผู้ชายในทีวี)
เป็นการสัมภาษณ์ในรายการแบไต๋ไฮเทคคืนวันที่ 24 มกราคม
ซึ่งคุณกระทิงมาออกรายการพร้อมกับหนังสือเล่มล่าสุด “ตามล่า Search หาฝัน”
โดยก่อนหน้านั้นได้ออกหนังสือชื่อ “บทเรียนธุรกิจร้อนๆจากซิลิกอนวัลเลย์”
จากการฟังสัมภาษณ์ได้ข้อมูลว่า คุณกระทิงไม่ได้จบด็อกเตอร์ถ้าเทียบกับคนที่ทำงานในGoogle
ที่ส่วนใหญ่จบด็อกเตอร์บางคนเป็นด็อกเตอร์ถึง 2 สาขา
คุณกระทิงฝ่าฟันเพื่อเข้าทำงานในGoogle ได้นั้น ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ
แต่เป็นความตั้งใจที่แฝงนัยยะปรัชญาการใช้ชีวิตที่น่าทึ่ง
ด้วยความสนใจมากมายทำให้ดิฉันต้องตามหาเพื่อทำความรู้จักคุณกระทิงให้มากขึ้น
ก็จะที่ไหนซะอีก ถ้าไม่ใช่อาจารย์กู ที่เป็นที่ทำงานของคุณกระทิงนั่นเอง
สมใจอยากได้คำพูดสวยๆมายัดใส่หัวเป็นเชื้อเพลิงเผื่อเวลาสมองตัน เนื้อสมองเริ่มไม่มีดอกยาง
คัดบางส่วนมากระตุ้นให้อยากไปหาอ่านต่อ(คิดเอาเองหรือเปล่าไม่รู้)
“เพราะคำสอนคุณแม่ยังดังก้องอยู่ในความทรงจำของ “กระทิง” ตลอดเวลาว่า “ถ้าเขาเก่งกว่า ก็ต้องพยายามให้เหมือนเขา
แม่ผมก็บอกให้ผมคิดเหมือนกระทิง เจอปัญหาวิ่งเข้าใส่”
...ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งแต่ผมแค่ไม่จำกัดความฝัน ถ้ามีความฝัน อย่าให้ใครมากำหนดความฝันของเรา"
“กระทิง”มีข้อสรุปว่า “ไม่มีอะไรมาจำกัดศักยภาพของตัวเราได้นอกจากตัวเราเอง”
แม้จะเป็นนักเรียนจากกำแพงเพชรพิทยาคมโรงเรียนในจังหวัดเล็กๆแต่ก็มีฝันที่ยิ่งใหญ่ได้
เขาตอบคำถามตัวเองได้ว่า “ผมไม่ได้ถูก Driveด้วยเงิน แต่ถูก Drive ด้วยความฝัน
ผมคิดว่าถ้าผมต้องอยู่ด้วยเงินอย่างเดียว ผมคงเป็นคนที่น่าสงสาร
คือคุณมีเงินแต่ไม่มีความฝัน ไม่มีความสุข แววตาไม่เป็นประกาย เวลาทำอะไรคุณไม่ภูมิใจ”
“กระทิง” บอกว่าGoogleจะเลือกคนที่เข้ากับองค์กรได้จริงๆ
ต่อให้คุณเก่งแค่ไหนถ้าคุณไม่เข้ากับองค์กร สุดท้ายก็จะทำให้องค์กรเสีย คนที่ถูกเลือกจะต้องมีความเป็น “Google”
และมีความเท่ในตัว ซึ่งเขาบอกว่าความเท่ของเขาคือการที่เขาเป็นคนไทย
"กูเกิลมีโปรแกรมนวด มีแคปซูลให้นอนคลายเครียด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีใครนอน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกดดัน ที่ทำให้คิดว่าเราจะถ่วง เพื่อนไม่ได้
ขนาดพ่อครัวในกูเกิลยังต้องแข่งขันสร้างนวัตกรรมอาหารว่างไม่ให้แพ้ใคร
อีกส่วนหนึ่งคือโครงการที่กูเกิลให้สิทธิ์พนักงานนำเวลางาน 20% มาสร้างสรรค์สิ่งใดก็ได้ที่อยากทำ
ทุกคนเหนื่อยแต่เดินมาตาเป็นประกาย
ลืมตาตื่นขึ้นมาทุกคนคิดแต่ว่าทำยังไงให้คนสามารถใช้กูเกิลแก้ปัญหาได้ ทุกคนมีความสนุก
และความท้าทายที่ต้องการเปลี่ยนโลก เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในจีน
เพื่อนผมคนหนึ่งลุกขึ้นมาบอกว่า อยู่เฉยไม่ได้แล้ว
เค้าใช้กูเกิลแม็ปส์ทำแผนที่ให้ชาวจีนดูว่าพื้นที่ใดปลอดภัยพอจะอพยพไปได้"
ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องสร้างแรงกดดันให้เกิดการแข่งขันในองค์กร
แต่อ่านแล้วจะหัวใจเต้นแรงเลือดสูบฉีดบ้างหลงรักผู้ชายในทีวีคนเดียวกันก็ได้
และหวังเล็กๆว่าจะทำให้พวกเราคิดถึงฝันใหญ่ๆ
จะเป็นฝันของตัวเองหรือความฝันร่วมกันขององค์กรผู้บริโภคของพวกเราได้ทั้งนั้น
และต้องเป็นความฝันที่ทำให้เรามีความสุข มีความภูมิใจที่จะได้ทำ
เมื่อทำแล้วเกิดประกายในดวงตา ส่งต่อพลังให้เพื่อนๆในองค์กรได้...

การประชุมอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดสงขลา
องค์การอิสระผู้บริโภค
กฎหมาย / นโยบาย
ข่าวสารโลกร้อน
Food Alert System for Thai Consumers
Slow Food บริโภคอย่างยั่งยืน
รถโดยสารสาธารณะ
