ใต้ล่าง ใต้หล้า ท้าลิขิต

watcher watcher

ในแวดวงบู๊ลิ้ม บริโภคก๊ก มิเป็นสองรองผู้ใดเพราะ สูเหนิงเซิงเฉี่ยว : ความชำนาญก่อเกิดทักษะ ฝังลึกในตัวตน แม้เพียงฝ่ามือสามัญชน ก็ย่อมก่อการใหญ่ ไร้ข้อกังขาได้ ดั่ง...เทียนอีอู๋เฟิ่ง : ภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ หาที่ติมิได้ฉันนั้น

Blog

พลังฝัน ... ศักยภาพที่ไม่มีใครมาจำกัดนอกจากตัวเราเอง

ใต้ล่าง ใต้หล้า ท้าลิขิต

by watcher @January,25 2010 14.16 ( IP : 118...31 )

ได้ฟังความฝันของผู้ชาย 2 คนแล้วหัวใจเต้นแรงเลือดสูบฉีดคันไม้คันมือ (อันนี้เอาไปตีความเป็นตัวเลขไม่ได้)
"ผมคิดว่าถ้าผมต้องอยู่ด้วยเงินอย่างเดียว ผมคงเป็นคนที่น่าสงสาร คือคุณมีเงินแต่ไม่มีความฝัน
ไม่มีความสุข แววตาไม่เป็นประกาย เวลาทำอะไรคุณไม่ภูมิใจ...ผมอยากขายฝัน" (ดิฉันเอาคำพูดของชาย 2 คนมารวมกัน)

เหตุเกิดสองวันนี้เมื่อวันที่ 23และ24มกราคม 53

เรื่องแรกวันที่ 23 มกราคม ประชุมประเมินการรับเรื่องทางอากาศ
ช่วงปรับทุกข์เรื่องปากท้องร่วมกับสถานีวิทยุมอFM.88 และคณะทำงานรับเรื่องศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค สงขลา ตรัง สตูล
“ ผมอยากขายฝัน ผมว่าเนื้อหารายการที่ผ่านมามีอะไรน่าสนใจเยอะมาก
ถ้าได้รวบรวมมาจัดทำเป็นเหมือนแมกกาซีนรายเดือน
ก็จะทำให้ข่าวสารข้อมูลที่จัดผ่านรายการ แลบ้านแลเมือง เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคในวงกว้าง” 

เป็นคำพูดน้ำเสียงน่าฟังของชายร่างท้วมที่กุมหัวใจแฟนรายการโอเลี้ยงเสียงหล่ออยู่หมัด
ซึ่งวันนี้มาในเครื่องแบบกางเกงขาสั้นแต่ยาวถึงตาตุ่ม
ส่วนท่อนบนเป็นเสื้อไหมพรมแขนยาวทับด้วยเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว
ราวกับว่าเตรียมรับสภาวะอากาศปรวนแปรของห้องประชุม สปสช.
แต่นั่นก็ไม่เตะตาสะดุดใจเท่ากับคำพูดที่สะท้อนวิธีคิด
คือ...เค้าคิดได้ไงบังอาจอย่างยิ่งที่จะทำสื่อสิ่งพิมพ์ท้องถิ่นท่ามกลางกระแสการแข่งขันในตลาดข้อมูลข่าวสาร
แม้ว่ามีแผนจะจัดทำเป็นโครงการเสนอแหล่งทุนต่างๆ
แต่ก็เป็นความฝันที่กระตุกให้เราคนทำงานบริโภคชะงักพร้อมกับคำถามที่ว่า ทำไมเราไม่เคยคิดถึงมาก่อน

ความจริงวันนั้นมีหลายเรื่องที่เราคิดไม่ถึง และได้รับคำแนะนำดีๆจากคุณอรุณรัตน์และน้องเม ที่เป็นทีมงานแลบ้านแลเมือง
ซึ่งข้อเสนอของคุณบัญชรทำให้ดิฉันต้องค้นหาว่าตอนนี้สื่อเค้าคิดอะไรกันบ้างกับอนาคตข้างหน้า
เลยตัดบางส่วนของบทความทิศทางสื่อปี2010จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,493 3-6  มกราคม พ.ศ. 2553 มาให้อ่าน
ตามไปอ่านต่อให้ครบกันเองนะคะ

ทิศทางของสื่อในปีหน้า(2010) จะเห็นว่าผู้บริหารสื่อแต่ละค่าย
มีการต่อยอดธุรกิจสื่อให้มีความครอบคลุมครบวงจรมากขึ้น
ใครที่มีสื่อทีวี ก็พยายามเสริมความแกร่ง ด้วยทีมงานและเทคโนโลยี
เพื่อสานต่อไปยังสื่ออื่นๆ เช่น ออนไลน์ ดิจิตอล เคเบิลทีวี
ส่วนคนที่มีสื่อสิ่งพิมพ์อยู่แล้ว ก็หันไปให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์มากขึ้น
เพราะจากเทรนด์ของการเสพสื่อ คนรุ่นใหม่จะให้ความสำคัญกับการค้นคว้า หาข้อมูลผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก
แม้สื่อสิ่งพิมพ์จะยังเป็นสื่อที่ต้องมี แต่ถ้ามีครบทั้ง 2 สื่อ แล้วเพิ่มเติมด้วยเคเบิลทีวี
จะยิ่งทำให้องค์กรสื่อของตัวเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ภาพเหล่านี้ จะได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้นในปีหน้าแน่นอน

เรื่องที่สอง คือคนไทยในGoogle
คุณกระทิง เรืองโรจน์ พูนผล (ตอกย้ำอาการรักษาไม่หายของตัวเองที่ชอบหลงรักผู้ชายในทีวี)
เป็นการสัมภาษณ์ในรายการแบไต๋ไฮเทคคืนวันที่ 24 มกราคม
ซึ่งคุณกระทิงมาออกรายการพร้อมกับหนังสือเล่มล่าสุด “ตามล่า Search หาฝัน”
โดยก่อนหน้านั้นได้ออกหนังสือชื่อ “บทเรียนธุรกิจร้อนๆจากซิลิกอนวัลเลย์”
จากการฟังสัมภาษณ์ได้ข้อมูลว่า คุณกระทิงไม่ได้จบด็อกเตอร์ถ้าเทียบกับคนที่ทำงานในGoogle
ที่ส่วนใหญ่จบด็อกเตอร์บางคนเป็นด็อกเตอร์ถึง 2 สาขา

คุณกระทิงฝ่าฟันเพื่อเข้าทำงานในGoogle ได้นั้น ไม่ใช่เพราะความบังเอิญ
แต่เป็นความตั้งใจที่แฝงนัยยะปรัชญาการใช้ชีวิตที่น่าทึ่ง
ด้วยความสนใจมากมายทำให้ดิฉันต้องตามหาเพื่อทำความรู้จักคุณกระทิงให้มากขึ้น
ก็จะที่ไหนซะอีก ถ้าไม่ใช่อาจารย์กู ที่เป็นที่ทำงานของคุณกระทิงนั่นเอง
สมใจอยากได้คำพูดสวยๆมายัดใส่หัวเป็นเชื้อเพลิงเผื่อเวลาสมองตัน เนื้อสมองเริ่มไม่มีดอกยาง
คัดบางส่วนมากระตุ้นให้อยากไปหาอ่านต่อ(คิดเอาเองหรือเปล่าไม่รู้)

“เพราะคำสอนคุณแม่ยังดังก้องอยู่ในความทรงจำของ “กระทิง” ตลอดเวลาว่า “ถ้าเขาเก่งกว่า ก็ต้องพยายามให้เหมือนเขา
แม่ผมก็บอกให้ผมคิดเหมือนกระทิง เจอปัญหาวิ่งเข้าใส่”
...ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งแต่ผมแค่ไม่จำกัดความฝัน ถ้ามีความฝัน อย่าให้ใครมากำหนดความฝันของเรา"

“กระทิง”มีข้อสรุปว่า “ไม่มีอะไรมาจำกัดศักยภาพของตัวเราได้นอกจากตัวเราเอง”
แม้จะเป็นนักเรียนจากกำแพงเพชรพิทยาคมโรงเรียนในจังหวัดเล็กๆแต่ก็มีฝันที่ยิ่งใหญ่ได้

เขาตอบคำถามตัวเองได้ว่า “ผมไม่ได้ถูก Driveด้วยเงิน แต่ถูก Drive ด้วยความฝัน
ผมคิดว่าถ้าผมต้องอยู่ด้วยเงินอย่างเดียว ผมคงเป็นคนที่น่าสงสาร
คือคุณมีเงินแต่ไม่มีความฝัน ไม่มีความสุข แววตาไม่เป็นประกาย เวลาทำอะไรคุณไม่ภูมิใจ”

“กระทิง” บอกว่าGoogleจะเลือกคนที่เข้ากับองค์กรได้จริงๆ
ต่อให้คุณเก่งแค่ไหนถ้าคุณไม่เข้ากับองค์กร สุดท้ายก็จะทำให้องค์กรเสีย คนที่ถูกเลือกจะต้องมีความเป็น “Google”
และมีความเท่ในตัว ซึ่งเขาบอกว่าความเท่ของเขาคือการที่เขาเป็นคนไทย

"กูเกิลมีโปรแกรมนวด มีแคปซูลให้นอนคลายเครียด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีใครนอน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความกดดัน ที่ทำให้คิดว่าเราจะถ่วง เพื่อนไม่ได้
ขนาดพ่อครัวในกูเกิลยังต้องแข่งขันสร้างนวัตกรรมอาหารว่างไม่ให้แพ้ใคร
อีกส่วนหนึ่งคือโครงการที่กูเกิลให้สิทธิ์พนักงานนำเวลางาน 20% มาสร้างสรรค์สิ่งใดก็ได้ที่อยากทำ
ทุกคนเหนื่อยแต่เดินมาตาเป็นประกาย
ลืมตาตื่นขึ้นมาทุกคนคิดแต่ว่าทำยังไงให้คนสามารถใช้กูเกิลแก้ปัญหาได้ ทุกคนมีความสนุก
และความท้าทายที่ต้องการเปลี่ยนโลก เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมในจีน
เพื่อนผมคนหนึ่งลุกขึ้นมาบอกว่า อยู่เฉยไม่ได้แล้ว
เค้าใช้กูเกิลแม็ปส์ทำแผนที่ให้ชาวจีนดูว่าพื้นที่ใดปลอดภัยพอจะอพยพไปได้"

ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องสร้างแรงกดดันให้เกิดการแข่งขันในองค์กร
แต่อ่านแล้วจะหัวใจเต้นแรงเลือดสูบฉีดบ้างหลงรักผู้ชายในทีวีคนเดียวกันก็ได้
และหวังเล็กๆว่าจะทำให้พวกเราคิดถึงฝันใหญ่ๆ
จะเป็นฝันของตัวเองหรือความฝันร่วมกันขององค์กรผู้บริโภคของพวกเราได้ทั้งนั้น
และต้องเป็นความฝันที่ทำให้เรามีความสุข มีความภูมิใจที่จะได้ทำ
เมื่อทำแล้วเกิดประกายในดวงตา ส่งต่อพลังให้เพื่อนๆในองค์กรได้...

แสดงความคิดเห็น

« 3558
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ : เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีการขึ้นบรรทัดใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง