ข่าวไอที
ครบทีมใหม่กทช.วัดใจกล้าผ่าปมประมูล กฎหมายคลื่น-กทช.-การเมือง สามเส้าชะลอ 3G and beyond
กลไกพิการของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯฉบับแรก และการเมืองเบื้องหลังที่มีทุนชักใยแอบแฝง รวมทั้งความไม่ชัดเจนของบทบาทอำนาจของกทช. ที่กล้าเดินกลไกบริการตัดสินใจแบบเด็ดเดี่ยว คือปัจจัยความล่าช้าของ 3Gไทย
แต่นับว่า สวรรค์ยังเมตตาประเทศไทย และประชาชนชาวไทยอยู่บ้าง ที่ภาวะสุญญากาศของความล่าช้าจากการรอคอย กทช. ใหม่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งกรรมการให้ทั้ง 4 คนตามที่ถูกเสนอชื่อไปแล้วเมื่อ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา
ด้วยประการนี้เอง ที่ทำให้ความหวังของ 3G and beyond เริ่มส่องประกายขึ้นอีกครั้ง เมื่อ กทช. ครบ 7 อรหันต์ เหลือเพียงการตัดสินใจว่า จะเดินหน้าต่ออย่างไรเท่านั้น
โปรดเกล้าฯกรรมการใหม่กทช. 4 คนแล้ว
ท่ามกลางการรอคอยกรรมการใหม่ทั้ง 4 คน เช้ามาสมทบกรรมการกทช.สามคนที่จับสลากออก และอีก 1 คนที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ มาหลายเดือน แม้ว่าวุฒิสภาจะสามารถหยุดกระบวนการที่ลากยาว ด้วยการเลือกกรรมการทั้ง 4 คนได้ตั้งแต่ ปลายเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา
ล่าสุดกรรมการทั้ง 4 คน ได้รับการโปรดเกล้าฯแล้ว เมื่อ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้สุญญากาศจบลงไปได้ ในเงื่อนไขหนึ่ง
ฐากร ตัณทสิทธิ์ รักษาการเลขาธิการกทช. กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการ ได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจากสำนักราชเลขาธิการฯเมื่อ 22 ก.พ.ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯแต่งตั้งกรรมการให้ทั้ง 4 คนตามที่ถูกเสนอชื่อไปแล้วเมื่อ18 ก.พ.ที่ผ่านมา
ซึ่งตามกฎหมายขององค์กรกทช. ทำให้ถือว่ากรรมการใหม่ 4 คน มีสถานภาพเป็น กทช. ตั้งแต่ 18 ก.พ.และกรรมการเดิม 4 คนที่จะถูกเข้ามาแทนก็หมดหน้าที่ไปโดยปริยาย
ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการครม. ก็ได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักราชเลขาธิการฯ เมื่อ 22 ก.พ. เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในการทำหน้าที่ของกรรมการใหม่ จะต้องให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองฯก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่มีประเด็นอะไรนัก
ฐากร กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการ ต้องเตรียมห้องทำงานชั่วคราวให้กรรมการใหม่ ตั้งแต่ 23 ก.พ. ในส่วนของกรรมการเดิม 3 คนที่ถูกเข้ามาแทนที่ก็อาจให้เวลาในการเตรียมตัวต่างๆ2-3วัน และสำนักงานอาจมีการจัดกิจกรรมเลี้ยงส่งหรือขอบคุณในการทำหน้าที่และความรู้สึกที่ดีต่อกันมานานหลายปี
พอ. ดร.นที ศุกลรัตน์ กรรมการใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งกล่าวว่า ต้องรอการประสานงานจากสำนักงานเลขาธิการ ในเรื่องการเข้าทำงานในฐานะกรรมการกทช.ครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของนโยบาย และการตัดสินใจในเรื่องที่ค้างคาอย่างการประมูล 3G นั้น ต้องรอดูท่าทีของกรรมการคนอื่นด้วยว่า 6 คนคิดอย่างไรในเรื่องนี้ หลังจากที่ได้มีการจัดทำประชาพิจารณ์จนครบและทำ information memorandum แล้ว
แหล่งข่าว กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ พอ.ดร. นที และสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการใหม่อีกราย ได้เคยแสดงความตั้งใจไว้ว่า หากเขาเป็นกรรมการใหม่ ก็จะเดินหน้าเตรียมประมูล 3G ต่อไป เพราะเห็นว่ามีหน้าที่ที่ทำได้ตามกฎหมายที่กำกับดูแลอยู่
แหล่งข่าว กล่าวว่า กรรมการใหม่ทั้งสามคนคือพอ.ดร. นที และบัณฑูร สุภัควณิช กับ รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม จะเข้ามาแทนกรรมการ3คนที่จับสลากออกไปตั้งแต่ปี2007 คือ พลเอกชูชาติ พรหมพระสิทธิ์, ศ.เศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ และ เหรียญชัย เรียววิไลสุข ส่วน สุรนันท์ จะเข้าามาแทน อาทร จันทวิมล ที่ลาออกไปเมื่อ 2006
ก่อนหน้านี้ความล่าช้าเกิดขึ้นแม้ วุฒิสภาจะเลือกกรรมการใหม่ได้ตั้งแต่ปลายเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว เพราะ สำนักเลขาธิการสำนักพระราชวัง ส่งเรื่องการขอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งกรรมการกทช.ใหม่ กลับมายังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีให้ตรวจสอบคุณสมบัติมาแล้วครั้งหนึ่ง
เนื่องจาก ธรรมนูญ จุลมณีโชติ อดีตรองผู้ว่าการ กสท ได้ร้องฎีกาว่า พอ.ดร. นที มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมเพราะมีรายชื่อถูกตรวจสอบที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต หรือ สำนักงาน ปปช.รวมทั้งขอให้ถอนเรื่องคืนจากการนำเรื่องเสนอทูลเกล้าฯ
แม้จะมีการชี้แจงจาก คณะกรรมการสรรหา และวุฒิสภากลับไปแล้ว แต่เมื่อต้นปีก็ ได้มีผู้ส่งหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักราชเลขาธิการ สำนักพระราชวังหรือฎีกาเพิ่มอีก เพื่อคัดค้านการเสนอรายชื่อแต่งตั้ง 4 แคนดิเดท โดยร้องว่าเป็นการแต่งตั้งในกระบวนการที่ขัดต่อมาตราในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550
การร้องครั้งล่าสุดเป็นการร้องกระบวนการคัดสรร ทำให้ส่งผลต่อผู้ถูกเสนอรายชื่อทั้ง 4 คน และยังร้อง สุรนันท์ ด้วยว่า มีส่วนได้เสียในการคัดเลือก เพราะทำงานในตำแหน่งเลขาธิการ กทช. ในระหว่างที่มีกระบวนการสรรหาดำเนินการอยู่
3 เส้าสุมปัญหาเกิดบริการใหม่ เทคโนโลยีใหม่
แม้ว่ากทช. ชุดแรกและยังเป็นชุดที่ทำหน้าที่อยู่ในวันนี้ จะได้จัดทำและเปิดรับฟัง public hearing ใน draft for 3G and beyond ไปครบในส่วนต่างๆทั่วประเทศ รวมทั้งทำhearing ใหญ่ที่กทม.ไปแล้งถึงสองรอบ ช่วงปลายปีที่แล้ว
ทว่าท่าทีที่น่าจะชัดเจนขึ้น จากความเคลื่อนไหวของกทช. เมื่อปี 2552 กลับไม่มีผลงอกเงยต่อมาจนถึงปัจจุบัน
เหตุผลประการสำคัญแรก คือหลังจากที่กทช.เสร็จสิ้นการทำ grand hearingครั้งที่สองไปแล้ว วุฒิสภาเมื่อ 23 พ.ย.ได้มีการพิจารณาเลือกกรรมการใหม่กทช. 4คนจากตัวเลือก 8 คน เพื่อเข้ามาทำหน้าที่แทนกรรมการ 4 คนที่ขาดไป
อันที่จริงกระบวนการสรรหากรรมการใหม่ ในเวทีวุฒิสภา เข้ามาเติมในส่วนที่ว่างนี้ ดำเนินการมาหลายรอบแล้ว แต่มาจบได้ในช่วงนั้น จึงกลายเป็นว่า กำหนดการเดิมที่กทช. จะประมูล3G license ในไตรมาสแรกปีนี้ ก็ยุติลง เพราะหากทำจะไม่สง่างาม จึงควรรอให้กรรมการใหม่ทั้ง 4 คนเข้ามาสมทบกรรมการที่เหลือ 3 คนเป็น กรรมการครบชุด ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าทำ 3G licenseหรือไม่
อย่างไรก็ตาม กรรมการใหม่ทั้ง 4 คน ก็มีปัญหาล่าช้าลง ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เพื่อบรรจุให้ทำงานทันที เพราะมีการร้องฎีกาให้ตรวจสอบคุณสมบัติแคนดิเดทบางคน และกระบวนการสรรหา จนกว่าที่จะมีการลงนามก็เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อ 18 ก.พ.ที่ผ่านมานี้เอง
เหตุผลประการที่สอง ที่ถือว่าสำคัญมาก คือ ความพิการของกฎหมายพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ2543 ที่ยังมีผลใช้ในปัจจุบัน
เพราะ กทช.เกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งต่อมามีการปฏิวัติในปี 2549 และเกิดรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่กทช.ก็ยังอยู่ เพราะคำสั่งคณะปฏิรูป ไม่ได้สั่งให้ยุบกทช. และกทช. เป็นลักษณะองค์กรอิสระในทางปกครอง และพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯฉบับปี2543 ก็ยังคงอยู่
พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี 2543 กำหนดว่าจะประมูลจัดสรรความถี่ใหม่ ต้องดำเนินการโดย กทช. และกสช. ซึ่งกสช. นั้นไม่สามารถตั้งขึ้นได้แม้จะผ่านมาถึง 9 ปี
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ปี2550 ก็ได้ระบุในมาตรา47 วรรคแรกระบุว่า คลื่นความถี่ทั้งหมดเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อสาธารณะ
แต่วรรคที่2-4 ที่พูดถึงเรื่องการจัดสรรและการกำกับนั้น ถูกขยายความด้วยบทเฉพาะกาลมาตรา305 ของรัฐธรรมนูญว่า จะนำคลื่นไปจัดสรรได้ต้องรอให้มีกฎหมายพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ออกมาก่อน และตั้งองค์กรใหม่ (กสทช.) ภายใน 180 วันตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
หมายความว่า ทั้งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ปี 2543 (ภายใต้รัฐธรรมนูญเดิม) ที่ยังใช้อยู่ และรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ฯกำลังอยู่ในขั้นตอนของสภาผู้แทนฯ ก็ดูจะไม่ส่งเสริมให้กทช. ดำเนินการประมูลความถี่จัดสรร3G แบบราบรื่นนัก
โดยเฉพาะเมื่อต้นปี 2010 ในเวทีสัมมนาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีความเห็นจากอัยการสูงสุด และประธานสภาทนายความ สมทบเข้ามาอีกว่า
กทช.วันนี้ทำบทบาทได้ตามพ.ร.บ.องค์กรคลื่นความถี่ฉบับปี 2543 แต่ไม่ควรทำในเรื่องใหม่ๆ หรือออกประกาศใหม่ ในช่วงที่คาบเกี่ยวกับกับพ.ร.บ.องค์กรคลื่นความถี่ฉบับใหม่ที่กำลังจะออกมา
อัยการสูงสุด ให้ความเห็นด้วยว่า ที่ผ่านมากทช. ทำประชาพิจารณ์ เพื่อเตรียมประมูล 3G หากพิจารณาในหลัก procedure แล้ว เห็นว่าอาจมี defection ได้ เพราะไม่มีองค์กรร่วมหรือ กสช. ตามกฎหมายพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ 2543
ได้มีการยกตัวอย่างด้วยว่า หากกทช. ดำเนินการโดยไม่มีความสมบูรณ์ของ procedure แล้ว อาจซ้ำรอยกรณีของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่ต้องการแปรรูปหลายปีก่อน แต่เมื่อมีการฟ้องศาลปกครองว่า กรรมการแค่ 1คน ในชุดพิจารณาแปรรูป มีข้อบกพร่องในเรื่องคุณสมบัติ ท้ายสุดก็ไม่สามารถแปรรูปได้
หรือแม้แต่มาบตาพุด ที่กฤษฎีกาตีความว่าดำเนินการได้ แต่ศาลปกครองสูงสุด ตัดสินว่าต้องหยุดดำเนินการในภายหลัง
....ท่าทีของอัยการสูงสุดและสภาทนายความ ในเวทีใหญ่ จึงเหมือนเป็น”ทางลง”ให้กรรมการชุดที่ผ่านการจับสลากออกบางส่วน ให้ยุติและรอกรรมการใหม่ 4 คนเข้ามาตัดสินใจเอง....
เหตุผลประการที่สาม ของความล่าช้า คือ กทช. ก็ไม่มั่นใจบทบาทและอำนาจของตัวเองมานานแล้วกทช. ได้ส่งให้กฤษฎีกาตีความเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ ว่ามีบทบาททำได้หรือไม่ ในขณะที่ขาด กสช. และเมื่อ ส.ค.2549 ก็มีการตีความกลับมาว่าสามารถทำได้ หากมีความจำเป็น แต่หลังจากนั้น 1 เดือนก็เกิดการปฏิวัติ ยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญ
กทช. ก็ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างช้าๆ จนกระทั่งมาดำเนินการในปี 2009 อย่างเร่งรีบ โดยตั้งเป้าว่าจะเปิดประมูลก่อนสิ้นปี 2009 พร้อมๆกับส่งเรื่องขอความเห็นกฤษฎีกาอีกครั้ง ในบทบาทภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ปี’50 ด้วย
จนหลายส่วนในอุตสาหกรรมตั้งคำถามว่า เหตุใดกทช. เพิ่งจะมาเร่งรีบขั้นตอนต่างๆ ให้จบลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กทช. ยืนยันว่า 3G ล่าช้ามามากแล้ว ไม่ไดเร่งรีบให้จบในช่วงที่ ทีโอที จะเปิดบริการ TOT 3G ในกทม.เมื่อ 3 ธค.ปีที่แล้วแต่อย่างใด
...ความล่าช้าในกระบวนการ และการขอความเห็นต่อกฤษฎีกาสองครั้ง สะท้อนความไม่มั่นใจในบทบาทของตัวเอง ท่ามกลางกฎหมายที่ไม่สมบูรณ์......
เหตุผลประการที่สี่คือ ผลประโยชน์ของทุน และการเมือง ซึ่งถือว่ามีน้ำหนักมากในการเร่งหรือชะลอ กระบวนการ3G ของเมืองไทย
เพราะทุนกับการเมืองมีส่วนสนับสนุนกันและกันส่วนหนึ่ง อีกส่วนคือที่ผ่านมาเงื่อนไขในการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ในยุค 1G และ 2G นั้น แต่ละกลุ่มมีต้นทุนต่างกันมาก โดยเฉพาะการอยู่ใต้สัมปทานที่ต่างกันคือสัมปทานของทีโอทีและ กสท ทำให้มีภาระรายจ่ายที่ต่างกันด้วย เช่น AIS ในสัมปทานทีโอที มักถูกมองเสมอว่า มีต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำกว่า DTAC และ True Move
นอกจากนี้ การมีสัมปทานแบบ Build – Transfer – Operate (BTO) ของไทย กลายเป็นอุปสรรคอย่างมาก ในการเปลี่ยนเข้าสู่การแข่งขันใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ ที่อยู่นอกสัมปทานเดิม
เพราะทีโอที และกสท กลัวว่าเอกชนจะพยายามออกนอกสัมปทาน ไปสู่บริการใหม่และ migrate ลูกค้าที่มีไปอยู่บริษัทใหม่ ทำให้ ส่วนแบ่งรายได้ ลดต่ำลงไป จนถึงจุดที่องค์กรรัฐที่ชินกับการรับรายได้แบบนี้ จะเกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งก็เป็นการกลัวที่ไม่เกินความจริงนัก
ในขณะที่ภาคการเมืองก็ไม่กล้าฟันธง หรือดันในเรื่อง 3G แบบที่เอกชนได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว เพราะกลัวจะเป็น “ประเด็น” จนรัฐบาลมีปัญหา ดูได้จากนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่พูดอย่างชัดเจน แต่ครอบคลุมและไม่ชี้ทิศทางว่า 3G ต้องเกิดโดยกทช.ต้องมีความชัดเจนในบทบาทของรัฐวิสาหกิจ เอกชนผู้เคยรับสัมปทานเดิม การแข่งขันของตลาดที่เท่าเทียมในโครงสร้างที่เป็นธรรม
ส่วนเอกชนผู้เสียเปรียบอย่างกลุ่ม ทรู คอร์ปอเรชั่น ก็เปิดแนวรุกเต็มที่ ด้วยจุดยืนคือ ”ราคาประมูลต้องถูก” และ ”ต้องไม่เอื้อประโยชน์ต่างชาติที่ถือหุ้นใน 2 บริษัทคู่แข่ง” จนสร้างประเด็นในวงกว้างในช่วงนั้น
ดร.อนุภาพ ถิรลาภ นักวิชาการอิสระด้านโทรคมนาคมไทย เคยมองปัญหาในภาพรวมนี้ว่า “ปัญหานี้คลาสสิกมาก เพราะมาจากทั้งการเมืองกับทุนแทรกแซง - กทช.ไม่ชัดเจนในอำนาจตัวเอง และกฎหมายบกพร่อง”
เขามองว่าแม้กรรมการใหม่4คนของกทช. จะเข้ามาสมทบ แต่ก็ต้องลุ้นว่าจะกล้าเปิดประมูล 3G ในสิ่งแวดล้อมแบบนี้หรือไม่ เพราะหากทำก็จะมีคนตั้งท่าฟ้องร้องแน่นอน หรือจะรอกฎหมายพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯฉบับใหม่ ก็ไม่รู้ว่าจะเลือก กสทช.ครบและแต่งตั้งได้เมื่อใด
ที่น่าสนใจคือกว่าที่จะแต่งตั้งกรรมการ กสทช. ครบ อาจจะเป็นช่วงเวลาหมดอายุสัมปทานของบางสัญญาของโอเปอเรเตอร์มือถือด้วย
“ทั้งหมดไม่ลงตัว เพราะเค้กก้อนนี้จะถูกแบ่งอย่างไม่เท่ากัน และไม่สามารถทำให้ทุกคน feel happy หมายถึงรวมการเมืองที่อยู่ข้างหลังด้วย”
เขายกตัวอย่าง การแต่งตั้งกรรมการใหม่ 4 คน ของกทช. ที่เลือกมาหลายรอบกว่าจะสำเร็จ และวันนี้ก็ยังต้องรอโปรดเกล้าฯแต่งตั้งว่า การเมืองมีผลอย่างมาก ทั้งจากคะแนนโหวตในวุฒิสภา ที่มีทุนเป็นกลไกเคลื่อนไหวอยู่
“กรรมการกทช.ทั้ง 7 คนชุดเดิม คนในวงการก็รู้ว่าใครเป็นตัวแทนของกลุ่มไหน และคนที่จะมาใหม่4คน เป็นของกลุ่มไหนที่รอคอย เพื่อผลักดัน 3G ต่ออย่างเต็มที่”
เหตุผลที่ฝ่ายรัฐ ไม่ควรกลัวผลกระทบ3Gมากเกินไป
ข้อที่ 1 : เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ประกอบการภาคเอกชน จะโอนย้ายลูกค้าของตนจากโครงข่าย 2G ไปยังโครงข่าย 3G อย่างรวดเร็ว และการลงทุนสร้างโครงข่าย 3G ขึ้นใหม่ต้องใช้เงินมหาศาล ไม่นับถึงความยากลำบากในการหาพื้นที่เพื่อสร้างสถานีฐาน
กว่าจะทยอยไปมากก็คงจะเทียบเท่ากับช่วงเกือบหมดอายุสัมปทาน 2G ที่สำคัญการโอนย้ายเครือข่ายก็เป็นความสมัครใจของลูกค้า มิใช่เรื่องที่ผู้ประกอบการจะคิดบังคับกันเองได้
ข้อที่ 2 : แม้จะมีลูกค้าบางส่วนใช้บริการ 3G แต่ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการ Roaming หรือย้ายเข้าไปจับใช้งานโครงข่าย 2G ในพื้นที่ที่สัญญาณจากโครงข่าย 3G ไปไม่ถึง รายได้จากroaming โครงข่ายเดิมจะถูกนำไปคิดคำนวณเป็นส่วนแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) ให้กับรัฐวิสาหกิจ (TOT หรือ CAT)
ข้อที่ 3 : เมื่อสิ้นช่วงสัมปทานไปแล้ว ลูกค้า 2G ที่ยังคงอยู่ในโครงข่าย GSM900 ของ AIS และ GSM1800 ของ DTAC และ TRUE Move ซึ่งเชื่อว่ายังมีจำนวนอยู่อีกมาก จะกลายเป็นลูกค้าโดยตรงของ TOT และ CAT
ที่มา : http://www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&task=view&id=3096&Itemid=41

การประชุมอบรมเสริมศักยภาพอาสาสมัครคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจังหวัดสงขลา
องค์การอิสระผู้บริโภค
กฎหมาย / นโยบาย
ข่าวสารโลกร้อน
Food Alert System for Thai Consumers
Slow Food บริโภคอย่างยั่งยืน
รถโดยสารสาธารณะ
